วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีซ่อมรอยขีดข่วนบนพื้นไม้เนื้อแข็งแบบง่าย ๆ


          วิธีซ่อมไม้เนื้อแข็ง จัดการกับรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ให้หมดจด ใครที่กำลังมองหาเคล็ดลับเด็ด ๆ แบบนี้อยู่ วันนี้เราก็มีเคล็ดลับซ่อมแซมรอยตำหนิบนพื้นไม้เนื้อแข็งมาฝากด้วยจ้า เพราะ พื้นไม้เนื้อแข็งเป็นวัสดุปูพื้นที่สวยคลาสสิก มีสไตล์โดดเด่นเป็นของตัวเอง แต่มีข้อเสียอยู่นิดตรงที่ต้องดูแลพื้นไม้เนื้อแข็งให้มากหน่อย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดตำหนิเป็นรอยขีดข่วนได้ แต่ถ้าตอนนี้พื้นไม้เนื้อแข็งของคุณเกิดรอยตำหนิซะแล้ว เอาเป็นว่ามาศึกษาวิธีซ่อมแซมรอยขีดข่วนบนพื้นไม้เนื้อแข็งไว้ก็ดีนะคะ จะได้จำเคล็ดลับไปทำกันดู


ขัดเบา ๆ ด้วยฝอยขัดหม้อ

          สำหรับรอยขีดข่วนบนพื้นไม้เนื้อแข็งที่ไม่ลึกมากนัก แบบนี้ใช้ฝอยขัดหม้อชนิดเส้นใยบาง ๆ มาถูกำจัดรอยตำหนิตามลายเนื้อไม้เบา ๆ จนกว่ารอยขีดข่วนที่มีอยู่จะค่อย ๆ จางหายไปได้เลย หลังจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดอีกรอบก็เสร็จ


กระดาษทรายขัดไม้ขั้นเด็ดขาด

          หากว่ารอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นบนพื้นไม้เนื้อแข็ง มีความลึกพอสมควร ขนาดฝอยขัดหม้อก็ยังเอาไม่อยู่ ให้คุณใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 หรือ P120 ขัดเบา ๆ โดยขัดไปตามลายเนื้อไม้ เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนที่เพิ่มขึ้น จากนั้นเคลือบผิวไม้เพื่อป้องกันริ้วรอยอีกรอบ


ปาดทับ กลบรอยขีดข่วน

          ขั้นตอนนี้แนะนำให้ใช้เกรียงพลาสติก ปาดสีโป๊วไม้ (Wood Filler) ลงไปบนรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้น แล้วปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ ทั้งนี้คุณต้องเลือกสีโป๊วไม้ ที่มีสีใกล้เคียงกับพื้นไม้เนื้อแข็งด้วยนะคะ เสร็จแล้วก็ใช้กระดาษทรายเบอร์ 180 ขัดส่วนเกินของน้ำยาเคลือบออกให้หมดจด


เคลือบเงาคืนความเนี้ยบให้เนื้อไม้

          หลังจากซ่อมแซมรอยขีดข่วนบนเนื้อไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปิดท้ายด้วยการใช้น้ำยาเคลือบเงาไม้ หรือโพลียูริเทนมาเคลือบปิดร่องรอยตำหนิบนเนื้อไม้ให้เนียนเนี้ยบเหมือนเดิม


          รอยตำหนิที่เกิดขึ้นบนเนื้อไม้ หากไม่รีบจัดการซ่อมแซมเร็ว ๆ ร่องรอยเหล่านี้อาจจะขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดพื้นไม้เนื้อแข็งของบ้านก็คงมีสภาพที่ดูไม่จืด ฉะนั้นพื้นไม้เนื้อแข็งบ้านไหนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ ลองนำขั้นตอนที่เรามาบอกต่อไปจัดการกันดูนะจ๊ะ



วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

ต้นไม้จัดสวน 10 ไม้ประดับทนแดดสำหรับจัดสวนหน้าบ้าน



          นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นทุกปี หากเลือกต้นไม้จัดสวนที่ไม่เหมาะกับอากาศบ้านเรา เหล่าต้นไม้คงตายยกสวนแน่ ๆ มาดูกันดีกว่าว่ามี ต้นไม้จัดสวน ต้นใดบ้างที่สามารถทนแดดของเมืองร้อนได้และไม่ต้องดูแลบ่อย

          อากาศ บ้านเรามีแต่ร้อนกับร้อนมาก ฝนตกประปราย และลมหนาวพัดมานิดหน่อย จะให้เอาไม้เมืองหนาวมาปลูกก็คงจะโตยากหรืออาจไม่แข็งแรงเท่า จะดีกว่าไหมหากลองหันมาดูไม้ประดับสำหรับจัดสวนเมือง ร้อนหรือสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของบ้านเรา เพราะความสวยงามของไม้เมืองร้อนก็ไม่ได้น้อยไปกว่าไม้เมืองหนาวเลยจริง ๆ ขนาดไม้ประดับก็ยังมีสีสันให้เชยชมชื่นใจ ด้วยต้นไม้จัดสวน 10 ชนิดที่เหมาะแก่การจัดสวนในบ้านเรามากที่สุด
 


1. โกสน

          โกศลเป็นไม้ประดับมงคลที่อยู่ในตระกูลเดียวกับโป๊ยเซียน ลักษณะเป็นทรงพุ่ม ใบเรียวยาว และมีสีสันแตกต่างกันออกไป คนไทยสมัยก่อนเชื่อว่าหากบ้านไหนปลูกโกสนไว้ก็เท่ากับการสร้างบุญสร้างกุศล จะส่งผลให้อยู่เย็นเป็นสุข นอกจากนี้โกสนยังช่วยดูดซับสารพิษโดยรอบได้เป็นอย่างดี เหมาะแก่การนำมาจัดสวนหน้าบ้านเพราะเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด ดูแลด้วยการรดน้ำให้เยอะ 1 ครั้งต่อวัน หมั่นเติมปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกในบริเวณโคนต้นเพียงเดือนละ 1 ครั้ง

2. เฟิร์น

          หากพูดถึงไม้ประดับที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้บ้านดูเขียวขจีเหมือนป่าแล้วละก็ ต้องนึกถึง เฟิร์น เป็นอันดับแรก ซึ่งแบ่งออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์และยังเป็นไม้มงคลยอดนิยมที่ช่วยเสริม เกียรติยศของครอบครัวได้อีกด้วย จะใส่กระถางแขวนหรือปลูกลงดินก็ควรให้อยู่ในที่ที่มีแดดรำไรและมีความชื้น สูงเล็กน้อย ดูแลด้วยการรดน้ำให้ชุ่มทุกวันแต่อย่ารดน้ำเยอะจนแฉะ จากนั้นนำซากใบไม้มาคลุมหน้าดินป้องกันความชื้นระเหย นอกจากนี้ควรละลายปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกกับน้ำรดลงไปที่โคนต้นเดือนละครั้ง พร้อมกับตัดเล็มส่วนที่เน่าทิ้งไปอย่างสม่ำเสมอ

3. หมากผู้หมากเมีย

          หมากผู้หมากเมียเป็นไม้ประดับที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับสวนไม้ประดับ ทั่ว ๆ ไปได้ เนื่องจากเป็นพืชใบที่มีสีสันสวยงาม มีลักษณะทรงพุ่ม ใบเรียวยาว และส่งกลิ่นหอมในตอนกลางคืน หมากผู้หมากเมียปลูกง่าย ดูแลง่ายเพียงแค่ตั้งให้โดนแดดรำไร และรดน้ำแต่พอดีเพื่อป้องกันน้ำขัดในดินจนรากเน่าเสีย นอกจากนี้ควรหมั่นใส่ปุ๋ยบำรุงทุก 3 เดือน

4. บอนสี

          ขึ้นชื่อว่าเป็น ราชินีแห่งใบไม้ขนาดนี้จะไม่นำมาเสนอก็คงเป็นไปไม่ได้ บอนสีมีด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ เป็นไม้มงคลที่จะช่วยคุ้มครองให้คนในบ้านอยู่อาศัยอย่างมีความสุขและร่มเย็น มีความสูงตั้งแต่ 0.5-1 เมตร ลักษณะใบแผ่กว้างและยาว มีสีสันและลวดลายสวยงาม ส่วนการดูแลจะต้องตั้งในทิศทางที่แดดรำไร รดน้ำมากแต่ต้องไม่แฉะจนเกินไปทั้งเช้าและเย็น เพราะต้องอาศัยความชื้นควบคุมอุณหภูมิขณะสร้างเม็ดสีจากแสงแดด

5. จั๋ง

          แม้จั๋งจะเป็นพืชในตระกูลปาล์มแต่ก็ถือว่าเป็นปาล์มแตกกอ ที่นิยมนำมาจัดสวนและปลูกในอาคาร เพราะเป็นไม้ประดับที่ช่วยดูดซับสารพิษได้ดี จั๋งมีถิ่นกำเนิดในแถบบริเวณบ้านเราซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ จั๋งเชียงใหม่และจั๋งลาว ในบ้านเรานั้นนิยมนำจั๋งเชียงใหม่มาจัดสวนกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะสูงแค่ 5 เมตรเมื่อโตเต็มที่ นอกจากนี้ยังเลี้ยงง่ายดูแลไม่ยาก แค่ปลูกให้อยู่ในที่ที่แดดรำไร รดน้ำปานกลาง เติมปุ๋ยหมักแค่เดือนละ 1 ครั้งด้วยการละลายน้ำแล้วรดไปตรงโคนต้น แต่สำหรับคนที่ปลูกจั๋งไวในกระถางต้องเปลี่ยนกระถางให้ใหม่ทุกปีด้วยนะคะ

6. สาวน้อยประแป้ง

          ไม้ประดับยอดนิยมที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น สาวน้อยประแป้ง ที่มีลักษณะใบกว้างและยาว มีจุดประสีขาวกลางใบช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับสวนไม้ประดับได้ เป็นพืชที่ชอบความชื้นและสามารถทนอากาศแล้งได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ปลูกด้วยดินร่วนซุยและปลูกในบริเวณที่มีแดดรำไร ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดโรคราได้ และต้องไม่ลืมเพิ่มสารอาหารด้วยการละลายปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในน้ำเปล่าเพื่อ รดแค่เดือนละ 2 ครั้ง

7. สับปะรดสี

          เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์แต่งสวนเลยก็ว่าได้นะคะสำหรับ สับปะรดสี  ไม้ประดับในสวนที่มีลักษณะใบให้สีสันสวยงาม ควรปลูกในกาบมะพร้าวที่ระบายน้ำและอากาศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสับปะรดสีมีรากแบบอากาศ ควรดูแลตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ต้นไม่ทนทานต่อสภาพโดย รอบ แนะนำให้ปลูกไว้ในทิศทางที่แดดส่องถึงเล็กน้อยเพื่อให้ใบออกสีสันได้อย่างพอ ดิบพอดี รดน้ำปานกลาง ถึงแม้จะชอบความชื้นแต่ก็อย่าปล่อยให้ชื้นแฉะจนเกินไป

8. เตยหอม

          เตยหอมถือว่าเป็นไม้ประดับและสมุนไพรที่คู่ควรกับคนไทยมากที่สุด เพราะนอกจากใช้ประดับสวนให้สวยงามได้แล้ว มันยังนำมาทำอาหารและใช้เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายได้อีกด้วย มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่ม ใบเรียวยาว มีร่องตรงกลางใบ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว วิธีการดูแลรักษาก็ไม่ซับซ้อนอะไรมากนัก แค่หมั่นกำจัดวัชพืชที่คอยแย่งสารอาหารให้หมดไป ปลูกในพื้นที่ที่มีแดดรำไร แต่หากปลูกไว้ริมน้ำก็จะดีกว่าเพราะเตยหอมชอบความชื้น พร้อมกับใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงต้นให้งอกงาม

9. เล็บครุฑ

          เล็บครุฑเป็นไม้ประดับที่คนนิยมนำมาปลูกประดับบ้านและสวนมากที่สุดต้นหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่นิยมปลูกไว้ริมรั้ว ลำต้นมีลักษณะใบกลม มีรอยหยักคล้ายขนนก มีหนามคล้ายเล็บครุฑ ขอบใบสีครีม ดูแลรักษาให้ดินอยู่ในสภาพที่ระบายน้ำได้สะดวก ตั้งในทิศทางที่มีแสงแดดส่องถึงและแดดไม่จัดจนเกินไป หมั่นตัดแต่งกิ่งก้านให้สวยงามเมื่อต้นเริ่มมีขนาดใหญ่ รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ พรวนดินและใส่ปุ๋ยบ้างเป็นครั้งคราว

10.  ศุภโชค

          ศุภโชค อีกหนึ่งไม้ประดับมงคลที่เชื่อกันว่าหากปลูกไว้ในบ้านจะช่วยเรียกทรัพย์ให้ ไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสาย เป็นไม้ยืนต้นสูงเต็มที่ประมาณ 6-8 เมตร ลักษณะใบเรียวยาวและเรียงติดกันแผ่กิ่งทรงพุ่ม ส่วนการดูแลนั้นก็ไม่ยากเพียงอย่าให้โดนแสงโดยตรง นอกนั้นก็ดูแลตามปกติทั่วไป รดน้ำปานกลาง และใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มสารอาหารบ้าง

          ใครที่กำลังมองหาไอเดียแต่งสวนแต่ไม่อยากสรรหาพรรณไม้เมืองหนาวให้ยุ่งยาก ก็ลองนำไอเดียพรรณไม้เมืองร้อนที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปแต่งสวนดูสิคะ แล้วจะรู้ว่ามันสวยงามเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเราขนาดไหน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก missouribotanicalgarden, gardenandhome, daviddomoney, decorreport, suansavarose และ panmai
http://home.kapook.com/view138599.html


วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธียาแนวห้องน้ำด้วยตัวเองใน 5 ขั้นตอน


        ยาแนวกระเบื้องที่ติดอยู่ระหว่าง บริเวณอ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ และผนังห้องน้ำ มีหน้าที่กันรอยรั่ว ป้องกันไม่ให้น้ำแทรกซึมผ่านผนัง หรือซึมลงสู่พื้นกระเบื้องด้านล่าง แต่หากเวลาผ่านไปนาน ๆ ยาแนวที่เคยขาวสะอาดก็อาจจะเกิดรอยดำจากเชื้อรา และเกิดรอยแตกร้าวชำรุดบ้าง ซึ่งก่อนที่น้ำจะแทรกซึมเข้าไปในผนังบ้าน สร้างความเสียหายนานับประการให้บ้านสวย ๆ ของคุณเราก็มาดูวิธียาแนวกระเบื้องห้องน้ำด้วยตัวเอง แล้วมาลงมือกันเลยดีกว่า !


อุปกรณ์ที่ต้องใช้

        1. เครื่องมือขูดร่องกระเบื้อง

        2. มีด หรือเกรียง

        3. น้ำยาฟอกขาว ¼ ถ้วยตวง

        4. ผงซักฟอก 1/3 ถ้วยตวง

        5. ฟองน้ำชนิดแผ่น

        6. ผ้าแห้ง

        7. ยาแนวกระเบื้อง หรือซิลิโคนยาแนว

        8. ปืนยิงซิลิโคน

วิธีทำ

     1. ใช้เครื่องมือขูดร่องกระเบื้อง ขูดเอายาแนวอันเก่าออกให้หมดจด ถ้ายาแนวยังแข็ง ไม่หลุดออกมาง่าย ๆ อาจจะต้องใช้มีดหรือเกรียงช่วยงัดอีกแรง

     2. ผสมน้ำยาฟอกขาว ¼ ถ้วยตวง + น้ำ 2 ถ้วยตวง + ผงซักฟอก 1/3 ถ้วยตวง เข้าด้วยกัน จากนั้นราดทำความสะอาดร่องกระเบื้องที่เต็มไปด้วยเชื้อรา และคราบสกปรกให้หมดจด (ขั้นตอนผสมน้ำยาอย่าลืมใส่ถุงมือยางป้องกันอันตรายจากสารเคมีด้วยนะคะ)

     3. เช็ดร่องกระเบื้องด้วยผ้าจนพื้นที่แห้งสนิท ถ้าไม่แน่ใจอาจจะใช้ไดร์เป่าร้อนอีกครั้งก็ได้

     4. สวมซิลิโคนยาแนวกับปืนยิง จากนั้นยิงซิลิโคนตามแนวร่องกระเบื้องได้เลย แต่หากคุณไม่แน่ใจว่าจะยาแนวซิลิโคนได้ตรงแนว และสวยงามหรือเปล่า แนะนำให้แปะเทปกาวสีแจ่ม ๆ ห่างจากกำแพง 1/8 นิ้ว 1 แถบ และอีกด้านหนึ่งให้แปะเทปกาวห่างจากอ่างล้างหน้าเป็นระยะ 1/8 นิ้วด้วยเช่นกัน คราวนี้ก็จะมีแนวให้บีบซิลิโคนได้ง่าย และเป๊ะที่สุดแล้วจ้า

     5. หลังจากยาแนวเรียบร้อย และปล่อยให้ซิลิโคนยาแนวแห้งแล้ว ขั้นตอนนี้ก็ได้เวลานำฟองน้ำชุบน้ำให้หมาด มาเช็ดเก็บรายละเอียดอีกครั้ง


          เห็นไหมคะว่าการซ่อมแซมยาแนวห้องน้ำทำไม่ยากเลยจริง ๆ เพียงแค่ขั้นตอนง่าย ๆ ก็ยาแนวกระเบื้องด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อช่างฝีมือเลยล่ะ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

7 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเลี้ยงหมาในคอนโด


         เลี้ยงหมาในคอนโด คงเป็นความฝันของชาวคอนโดที่รักสุนัขทั้งหลาย แต่เมื่ออยู่คอนโดแล้วก็มักจะมีกฎมากมายตามมา ดังนั้นก่อนเลี้ยงหมาในคอนโด ก็คงต้องเตรียมตัวกันหน่อย ส่วนจะทำอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาฝากกันจ้า

          เพื่อนรักสี่ขาอย่างน้องหมาเป็นสัตว์ที่แสนรู้ และช่วยคลายความเหงา ไปพร้อม ๆ กับปกป้องที่อยู่อาศัยของเราให้ปลอดภัยจากผู้บุกรุกได้อีกด้วย หลายบ้านก็เลยเลี้ยงน้องหมา และผูกพันกับเจ้าสี่ขาแสนรู้อย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อย้ายมาอยู่คอนโด ห้องสี่เหลี่ยมขนาดจำกัดที่ไม่มีพื้นที่กว้างขวางพอจะให้เขาวิ่งเล่น แบบนี้แล้วเราจะเลี้ยงสุนัขในคอนโดได้หรือเปล่า ? หากใครมีข้อสงสัยตามนี้ ลองมาศึกษาข้อมูลเอาไว้พิจารณาเรื่องเลี้ยงสุนัขในคอนโดให้ชัด ๆ อีกทีเพื่อความแน่ใจดีกว่า

1. ตรวจสอบข้อกำหนดทางคอนโด


          อันดับแรกคุณควรต้องรู้ก่อนว่า ทางคอนโดเขาอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้หรือไม่ เพราะส่วนมากแล้วคอนโด หรือหอพักมักจะมีข้อห้ามในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดพอสมควร ด้วยเหตุผลและปัจจัยสมควรต่าง ๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของน้องหมาแสนรัก ก็ควรสอบถามทางคอนโดให้แน่ใจ น้องหมาจะได้ไม่ถูกอัปเปหิไปอยู่ที่อื่น

2. เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

          สำหรับคอนโดที่ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าห้ามเลี้ยงสัตว์อย่างเข้มงวด และคุณสังเกตเห็นว่า ห้องอื่น ๆ เขาก็เลี้ยงน้องหมาน้องแมวกันทั้งนั้น กรณีนี้คุณอาจจะเสี่ยงเลี้ยงสุนัขในคอนโดได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องคอยรับมือกับสถานการณ์ เช่น ทางคอนโดเรียกค่าเสียหาย หรือบีบให้คุณย้ายออก เผื่อไว้ด้วยนะคะ ซึ่งหากว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง ๆ คุณสามารถฟ้องร้องกลับได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ควรต้องตรวจสอบกฎระเบียบและข้อตกลงของทางคอนโดให้แน่ชัดก่อนว่า เขาไม่มีข้อห้ามในการเลี้ยงสัตว์ระบุไว้จริง ๆ

3. ดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดีที่สุด

          ในกรณีที่คุณสามารถเลี้ยงน้องหมาในคอนโดได้อย่างที่ต้องการ ประเด็นต่อมาที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงของเรากับห้องข้างเคียง เพราะถ้าเพื่อนบ้านของคุณไม่ปลื้มสัตว์เลี้ยงเท่าไร แถมเจ้าสี่ขาจอมซนของเรายังเผลอไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เขาบ้างในบาง ครั้ง คุณอาจจะเจอกรณีพิพาทกับเพื่อนบ้านเอาได้ ดังนั้นอย่าลืมพาน้องหมาไปฝึกให้เขามีพฤติกรรมน่ารักน่าเอ็นดูกับทุกคนด้วย นะจ๊ะ

4. จัดที่ทางให้พร้อม

          สุนัขเป็นสัตว์ที่มีนิสัยคึกคัก ซึ่งคุณควรจะหาโอกาสพาน้องหมาออกไปเดินเล่นในสนามหญ้า หรือสวนสาธารณะบ่อย ๆ พร้อมกันนั้นก็ต้องจัดการที่ทางให้เขาขับถ่ายได้อย่างสะดวกด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เขาขับถ่ายผิดที่ผิดทางเด็ดขาดเลยเชียว และต้องเก็บสิ่งปฏิกูลของเขาให้หมดเกลี้ยงไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครด้วย

5. เลือกพันธุ์สุนัขให้เหมาะสม

          สุนัขบางพันธุ์ไม่ต้องการพื้นที่กว้างขวางมากนัก โดยเฉพาะกับสุนัขพันธุ์เล็ก แต่สุนัขพันธุ์ขนาดกลางอย่าง ฟอกซ์ เทอร์เรียร์, สุนัขพันธุ์ เกรย์ฮาวด์ หรือสุนัขพันธุ์ขนาดมหึมาอย่างนิวฟันด์แลนด์ ก็มีนิสัยที่เหมาะจะอาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัดด้วยเช่นกันจ้า แต่ทางที่ดีเลือกน้องหมาพันธุ์เล็กมาเลี้ยงน่าจะดีที่สุด

6. คอนโดอยู่ชั้นต่ำเท่าไรยิ่งดี

          หากคุณต้องการเลี้ยงสัตว์ในคอนโด ถ้าเป็นไปได้ลองเลือกห้องที่อยู่ชั้นต่ำ ๆ เข้าไว้จะดีที่สุด เพราะสุนัขจะได้เดินออกไปไหนมาไหนได้สะดวกมากขึ้น แถมไม่ต้องคอยลุ้นว่าเขาจะออกไปเล่นนอกระเบียงจนพลัดตกลงไปข้างล่างให้เป็น อันตรายด้วยนะคะ

7. ตัดสินใจดี ๆ อีกครั้ง

          ถ้าคุณเป็นคนที่ออกไปทำงานนอกบ้านเกือบทั้งวัน รวมทั้งวันหยุดก็ไม่ค่อยจะอยู่ติดคอนโดสักเท่าไร อย่างนี้อย่าเพิ่งเลี้ยงน้องหมาให้เป็นภาระเลยดีกว่าค่ะ เพราะสุนัขเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้เหงา และถ้าเขาถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง เขาอาจจะส่งเสียงเห่า หรือกัดข้าวของในคอนโดของคุณให้เสียหายได้

          ใครที่กำลังคิดอยากจะเลี้ยงน้องหมา หรือสัตว์เลี้ยงในคอนโด ก็ลองพิจารณาข้อควรคิดก่อนตัดสินใจรับเขามาเลี้ยงด้วยนะคะ ที่สำคัญที่สุดเมื่อเลี้ยงเขาแล้ว ก็ควรต้องดูแลอย่างดี ไม่ปล่อยให้เขาเหงาเดียวดายบ่อย ๆ เด็ดขาดนะคะ


http://home.kapook.com/view86297.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/pugs/

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

เน่าแน่ ! ถ้ายังไม่หยิบของ 15 อย่างนี้ออกจากตู้เย็น


        บอกลาความเชื่อแบบเก่า ๆ แล้วมาเปิดใจต้อนรับความรู้ใหม่ที่ว่าอาหารบางประเภทนั้นไม่ควรนำเข้าไปแช่ในตู้เย็นเด็ดขาด เก็บไว้ข้างนอกก็สภาพดีครบถ้วนไม่แพ้กันดีกว่า

          อย่าคิดนะว่าอาหารทุกชนิดจะอยู่รอดปลอดภัยถ้าเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น มาเปลี่ยนความคิดใหม่ไปพร้อม ๆ กันกับอาหารทั้ง 15 ชนิด ที่เรานำมาบอกเก้าเล่าสิบกันในวันนี้ว่าเลิกเอาไปแช่ในตู้เย็นซะ เถอะ เพราะมิฉะนั้นคุณอาจจะสูญเสียมันไปตั้งแต่ยังไม่แกะออกจากกล่อง แถมยังไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแม้แต่น้อย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้างนะที่ตู้เย็นไม่ควรค่ากับการ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเก็บอาหารเหล่านี้เอาไว้


1. กาแฟ

          ในเมื่อกาแฟมีคุณสมบัติดูดกลิ่นอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเก็บกาแฟไม่ว่าแบบบดหรือเมล็ดไว้ในตู้ เย็น เพราะกาแฟจะดูดกลิ่นจากอาหารที่อยู่โดยรอบทำให้เสียรสชาติและกลิ่นหอม ๆ ไปโดยปริยาย แนะนำให้เก็บไว้ในขวดโหลที่มีฝาปิดแน่นหนาและวางไว้ในอุณหภูมิห้องจะดีกว่า ถ้าไม่อยากให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป

2. กล้วย

          ไม่ใช่ว่าเอากล้วยแช่ตู้เย็นไม่ได้หรอก แต่ถ้าหากจะทำจริง ๆ ก็ควรรู้วิธีที่ถูกต้อง โดยเลือกแช่เฉพาะกล้วยดิบหรือกล้วยที่มีผิวออกสีเขียว ๆ เท่านั้นก็จะช่วยชะลอไม่ให้กล้วยงอมเร็ว แต่ถ้านำเอากล้วยสุกกำลังกินไปแช่แล้วละก็ รับรองได้เลยจากเปลือกสีเหลืองนวลจะกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำช้ำใน ปอกเปลือกออกปุ๊บกล้วยเละคามือแน่นอน


3. น้ำมัน

          ใคร ๆ ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าไม่ควรแช่น้ำมันไว้ในตู้เย็นเพราะจะทำให้เป็นไข แต่ก็อาจจะมีบางคนที่ยังเข้าใจผิดคิดว่าน้ำมันนำเข้าอย่าง น้ำมันมะกอก ต้องแช่เก็บในตู้เย็น ขอเตือนเลยค่ะว่าไม่ควรทำอย่างแรง ไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องไปเสียเวลาเวฟให้กลับคืนรูปเดิม แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าน้ำมันมะกอกที่นำไปอุ่นจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ?

4. ขิง

          ไม่ต้องตกใจไปหากคุณนำขิงไปแช่ไว้ในตู้เย็นทิ้งไว้แล้วมาเปิดดูอีกทีก็พบว่า มันแห้งเหี่ยวไม่มีเนื้อไปซะแล้ว นั่นอาจจะเป็นเพราะความเย็นดูดเอาความชุ่มชื่นออกไปจากขิงจนหมด แม้กระทั่งปอกเปลือกก็ยังปอกยากเลย ถ้าจำเป็นที่จะต้องแช่ขิงไว้ในตู้เย็นแนะนำให้ปอกเปลือกแล้วห่อไว้ หรือจะใส่กล่องพลาสติกก่อนนำไปแช่ในตู้เย็นก็ได้ค่ะ


5. หัวหอม
         
          บอกเลยว่าใครเอาหัวหอมแช่ไว้ในตู้อยู่นั้นให้รีบเอาออกมาด่วน มิเช่นนั้นอาหารทุกอย่างในตู้เย็นจะมีแต่กลิ่นหัวหอมเต็มไปหมด นอกจากนี้ไอเย็นในตู้เย็นจะทำให้เนื้อภายในของหัวหอมขาดยุ่ยออกจากกันจนนิ่ม พร้อมกับส่งกลิ่นรบกวนอาหารในตู้เย็นไปทั่ว ถ้าอยากจะแช่ไว้ในตู้เย็นจริง ๆ แนะนำให้ห่อด้วยหนังสือพิมพ์ พลาสติกห่ออาหาร หรือใส่กล่องบรรจุก่อนแช่จะดีกว่า

6. ฟักทอง


          การเก็บฟักทองเอาไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานานจะทำให้ทั้งความชุ่มชื้น รสชาติหวาน ๆ และความเหนียวอันเป็นคุณสมบัติเอกของฟักทองหายเกลี้ยง ดังนั้นแนะนำให้ซื้อมากินแต่พอดีและเก็บไว้ในที่ที่มีการระบายอากาศสะดวกดีกว่า


7. กระเทียม

          หยิบกระเทียมออกมาจากตู้เย็นด่วนเลยค่ะ อย่าหลงทำตามความเชื่อแบบผิด ๆ ที่ว่าต้องแช่กระเทียมไว้ในตู้เย็นเพื่อป้องกันกระเทียมเน่าอีกเลย เพราะจริง ๆ แล้วอากาศในตู้เย็นกลับเป็นตัวเร่งทำปฏิกิริยาทำให้กระเทียมขึ้นราและช้ำจน ไม่สามารถนำมาปรุงอาหารต่อได้

8. มะเขือเทศ

          อย่างที่รู้กันดีว่ามะเขือเทศค่อนข้างบอบบาง โดนกระแทกนิดเดียวก็ช้ำไปถึงเนื้อในแล้ว เช่นเดียวกันหากเราแช่มะเขือเทศเอาไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิติดลบก็จะทำให้เนื้อ ฉ่ำ ๆ ของมะเขือเทศแห้งเหี่ยว ช้ำ และมีสภาพเละ ๆ เหลว ๆ ในที่สุด


9. น้ำผึ้ง

          ด้วยรสชาติที่หวานหอมชื่นใจของน้ำผึ้ง ทำให้เราคิดไปเองว่าต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อป้องกันมดและแมลง แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีนี้จะยิ่งเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นไปกว่าเดิมเพราะ จะเกิดการตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำตาลและเนื้อสัมผัสจะเหนียวติดกันเป็นโฟมทำให้ ตักยาก แค่เก็บไว้ในโหลที่ปิดแน่นหนาและวางบนที่สูงก็พอแล้ว

10. เมลอน

          เมลอนเย็น ๆ หวาน ๆ กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาคนรักสุขภาพ เพราะนอกจากจะทำให้สดชื่นแล้วยังมีกากใยช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีก ต่างหาก แต่รู้หรือไม่ว่าการนำเมลอนไปแช่ในตู้เย็นจะทำให้เราไม่ได้รับประโยชน์อย่าง ที่คิด เพราะความเย็นจะเข้าไปทำลายสารต้านอนุมูลอิสระจนหมดสิ้น สู้เก็บไว้นอกตู้เย็นเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนดีกว่า


11. สมุนไพรสด

          จากรายการทำอาหารต่างชาติที่เราเปิดดูบ่อย ๆ นั้น จะเห็นได้ว่าเชฟนิยมเด็ดสมุนไพรสด ๆ จากต้นที่ปลูกในกระถางมาปรุงอาหารเลยทันที เพราะถ้าหากเรานำพืชสมุนไพรสดอย่าง ผักชี กะเพรา โหระพา หรือแม้กระทั่งโรสแมรี่ ไปแช่ไว้ในตู้เย็นก็จะทำให้มันเหี่ยวแห้งจนสูญเสียทั้งรสชาติ กลิ่น และสารอาหาร

12. ขนมปัง

          ใช่ว่าการแช่ขนมปังไว้ในตู้เย็นจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะถ้าจำเป็นต้องแช่เอาไว้เพื่อเตรียมทำแซนด์วิชหรือตามสูตรอาหารให้ถือ เป็นข้อยกเว้น แต่ถ้าไม่ได้อยู่ใน 2 กรณีนี้แนะนำให้เก็บไว้นอกตู้เย็นดีกว่า มิเช่นนั้นเนื้อสัมผัสและรสชาติของขนมปังจะแข็งกระด้างจนแทบไม่อยากหยิบมา กินให้เสียอารมณ์เลยล่ะ


13. อะโวคาโด

          สาว ๆ ที่คลั่งไคล้อะโวคาโดฟังทางนี้ ! ห้ามนำลูกอะโวคาโดที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดหรือซูเปอร์มาร์เกตไปแช่ในตู้เย็น เด็ดขาด วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องปกติดีแล้ว เพราะตู้เย็นจะทำให้อะโวคาโดแข็ง ฝาด และไม่ได้ลิ้มรสชาติตามที่ต้องการ

14. ผลไม้เนื้อนิ่มสุกง่าย

          ข้อนี้เข้าข่ายเหตุผลเดียวกับมะเขือเทศและเมลอน เพราะผลไม้เนื้อนิ่มแสนบอบบางอย่าง กีวี พีช มะม่วง หรือแอปริคอต จะสุกงอมและแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังโดนดูดสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกไปจนหมดอีกด้วย ฉะนั้นแค่เก็บของเหล่านี้เอาไว้ในขวดโหลหรือบรรจุภัณฑ์สะอาด ๆ ก็พอดีกว่าปล่อยเน่าคาตู้เย็นนะ

15. มันฝรั่ง
         
          แม้ว่าผลเสียของการนำมันฝรั่งไปแช่ในตู้เย็นอาจจะไม่เท่ากับมะเขือเทศก็จริง แต่ไอเย็นและอุณหภูมิในตู้เย็นจะไปทำลายแป้งในเนื้อมันฝรั่งจนรสชาติหวาน ๆ หายไปจนหมดสิ้น แถมเนื้อของมันฝรั่งก็ไม่กรอบสดใหม่อีกต่อไปแล้วด้วย

          หากใครที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีของเหล่านี้แช่อยู่ในตู้เย็น แนะนำให้รีบหยิบออกเลยค่ะและอย่าเผลอนำกลับไปแช่เป็นอีกเด็ดขาดเพื่อวัตถุ ดิบที่สดใหม่และได้สารอาหารครบถ้วน




เครดิตภาพ  http://lettucebehealthy.net/2013/08/01/garden-tomatoes-avocado-basil-salad/

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

7 เทคนิคซ่อมบำรุงบ้านสุดรัก แบบประหยัดเว่อร์ ๆ


          เวลาที่บ้านชำรุดทรุดโทรม เราก็มักจะหาวิธีซ่อมบำรุงด้วยตัวเองในเบื้องต้นก่อน หรือไม่ก็หาช่างฝีมือดีมาช่วยจัดการปัญหาทั้งหลายให้หมดไป ซึ่งก็ต้องเสียทั้งเวลาและเงินในการบำรุงซ่อมแซมไม่มากก็น้อย ทั้ง ๆ ที่บางทีจุดซ่อมแซมก็เป็นปัญหาที่เล็กนิดเดียว ดูแล้วไม่น่าจะต้องเสียเวลาจ้างช่างมาซ่อมเลยใช่ไหมคะ แต่ที่เป็นจำเป็นต้องจ้างช่าง ก็เพราะว่าเราไม่รู้วิธีซ่อมบำรุงจุดชำรุดเหล่านี้ด้วยตัวเอง

            ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดู 7 เทคนิคซ่อมบำรุงบ้านต่อไปนี้กันดีกว่า คราวหน้าถ้าเกิดจุดชำรุดในบ้านตรงบริเวณเหล่านี้ขึ้นมาอีก จะได้ลงมือซ่อมบำรุงบ้านด้วยตัวเองได้เลยทันที แถมประหยัดเงินในกระเป๋ากว่ากันมากเลยด้วย

1. ก๊อกน้ำหรือฝักบัวรั่ว

            ก๊อกน้ำตามจุดต่าง ๆ ทั้งอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ และอ่างล้างจานในห้องครัว รวมถึงฝักบัวที่พอใช้ไปนาน ๆ ก็เริ่มจะอุดตัน หรือรั่วบ้างตามสภาพการใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องหาซื้อก๊อกมาเปลี่ยนใหม่ เพราะเพียงแค่หมุนหัวก๊อกหรือหัวฝักบัว และดึงเอาวงแหวนเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านในออก ใส่วงแหวนอันใหม่เข้าไป ก็สามารถแก้ปัญหาก๊อกน้ำหรือฝักบัวรั่วได้แล้วค่ะ เพราะอาการรั่วของก๊อกน้ำและฝักบัวส่วนใหญ่ มักจะมีสาเหตุมาจากเจ้าวงแหวนเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ช่วยให้นอตแน่น ดันเกิดเปื่อยหรือขาดนี่เอง

2. ล้างฟิลเตอร์แอร์

            ฟิลเตอร์ ในเครื่องปรับอากาศ จะทำหน้าที่กรองอากาศ ซึ่งหากฟิลเตอร์แอร์มีแต่ฝุ่นเกาะจับหนาอยู่ตลอด ก็จะทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น หรือเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการถอดล้างเพื่อทำความสะอาดฟิลเตอร์แอร์ จะสามารถช่วยประหยัดไฟให้คุณได้อีกมากโข นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ให้ยาวนาน และทำความเย็นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

3. ทำความสะอาดรางน้ำฝน

            ไม่ว่าบ้านคุณจะเป็นบ้าน 2 ชั้น หรือบ้านชั้นเดียว ก็ควรต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดรางน้ำฝนเอาไว้ให้พร้อม เนื่องจากหากรางน้ำฝนอุดตัน จะทำให้เกิดปัญหาน้ำฝนล้นรางลงมาเปื้อนผนังบ้าน หน้าต่าง และข้าวของที่วางไว้ในบริเวณนั้นให้เสียหาย หรือต้องเสียเงินซ่อมบำรุงกันใหม่ ดังนั้นทางที่ดีควรหมั่นเก็บกวาด ทำความสะอาดรางน้ำฝนให้เรียบร้อย จะปีนบันไดขึ้นไปแล้วใช้ไม้กวาดทำความสะอาด หรือจะใช้สายยางฉีดน้ำไล่สิ่งอุดตันก็ได้ค่ะ

4. ตรวจสอบเครื่องตรวจจับควัน

            หากที่บ้านของคุณติดเครื่องตรวจจับควันไฟเอาไว้สำหรับเตือนภัยไฟไหม้ ก็ต้องหมั่นตรวจสอบการใช้งานอยู่เสมอ เพราะอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเหล่านี้ มักจะทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ และส่วนมากก็จะมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ฉะนั้นจึงควรจดจำวันที่ติดตั้งเอาไว้ให้ดี หรือไม่ก็เขียนวันที่อย่างชัดเจนติดเอาไว้ในจุดที่สังเกตง่ายเพื่อกันลืม จะได้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุไฟไหม้ ที่อาจเสียทรัพย์จนหมดบ้านได้

5. กำจัดรอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้

            โต๊ะกาแฟที่เป็นไม้ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีอยู่ในบ้าน อาจเกิดการกระแทกจนเป็นรอยบุ๋มเอาได้ แนะนำให้กำจัดรอยบุ๋มด้วยการใช้ผ้าคอตตอนสำหรับเช็ดจาน ชุบน้ำให้ชุ่ม จากนั้นก็พับเป็นสี่เหลี่ยมเตรียมไว้ เสร็จแล้วก็ตั้งเตารีดระบบแห้งที่อุณหภูมิสูงสุด รอจนเตารีดร้อนแล้วก็นำผ้าชุบน้ำที่เตรียมไว้ มาประคบตรงรอยบุ๋ม และค่อย ๆ จับเตารีดอังบนผ้าประมาณ 2-3 วินาที และนำผ้าออก ใช้น้ำยาขัดเฟอร์นิเจอร์ไม้ขัดอีกครั้ง ทำซ้ำอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่ารอบบุ๋มจะหายไป

6. แก้ปัญหาวอลเปเปอร์หลุดลอก

            เวลาผ่านไปความสวยงามของบ้านก็เริ่มทรุดโทรมลง วอลเปเปอร์ที่เคยติดอยู่บนผนังอย่างสวยงาม ก็เกิดหลุดร่อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ซึ่งวิธีแก้ปัญหานี้ก็แค่นำลูกกลิ้งขนาดเล็กสำหรับทากาว มาชุบกาวติดผนัง แล้วทาไปบริเวณผนังและแผ่นวอลเปเปอร์ที่หลุดล่อนออกมา จากนั้นก็แปะชิ้นส่วนวอลเปเปอร์กลับเข้าไปอย่างเดิมและรอให้แห้งเท่านี้เอง จ้า

7. หยุดเสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานประตู

            ถ้าทุกครั้งที่บิดลูกบิดประตู แล้วต้องทนเสียวฟันเพราะเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังมาจากลูกบิด ก็ถึงเวลาต้องแก้ปัญหานี้แล้วล่ะ วิธีก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ถอดลูกบิดประตูออกมาจากบานพับ แล้วขัดทำความสะอาดฝุ่น และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกให้หมด จากนั้นก็นำปิโตรเลียมเจลมาทาที่ลูกบิดและบานพับให้ทั่ว ขั้นตอนสุดท้ายก็นำลูกบิดใส่กลับเข้าที่บานพับเหมือนเดิม เท่านี้ก็เรียบร้อย

            จุดชำรุดทรุดโทรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและเสียเงินจ้างช่างมาซ่อม เพราะเพียงแค่ใช้เทคนิคดูแลบ้านอย่างที่เรานำมาฝาก ก็สามารถซ่อมแซม บำรุง และป้องกันบ้านจากความเสียหายต่าง ๆ ได้ครบถ้วนแล้วเนอะ



วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

8 วิธีตรวจเช็คก่อนตัดสินใจเปลี่ยนหลังคาใหม่


        เป็นเรื่องธรรมดาที่วัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการสร้างบ้านล้วนเสื่อมสภาพไปตามเวลา ของบางอย่างสามารถยื้อเวลาการซ่อมออกไป แต่ของบางอย่างควรรีบซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่น เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะหลังคาส่วนบนสุดของบ้าน ที่คอยปกป้องสมาชิกภายในบ้านจากแสงแดด ลม และฝน ทั้งนี้ ด้วยความสูงของมันอาจทำให้หลาย ๆ คนไม่ได้สังเกตความผิดปกติบนหลังคา หรืออาจจะยังไม่ทราบว่าควรเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาเมื่อไหร่ ในวันนี้เรามีคำตอบเหล่านี้มาฝากกัน

          วัสดุสำหรับหลังคาบ้านแตกต่างออกไปหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น หลังคาไม้ซีดาร์ กระเบื้อง คอนกรีต เมทัลชีต หรืออื่น ๆ แต่ละแบบมีระยะอายุการใช้งานไม่เหมือนกัน ถ้าหากเป็นหลังคาไม้ไม่ว่าจะเป็นไม้อะไรก็ตาม มีระยะการใช้งานสูงสุดประมาณ 20 ปี หลังคาประเภทนี้อาจต้องดูแลกันเป็นพิเศษ และอาจต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมกันค่อนข้างบ่อย

          หากเป็นหลังคาแบบกระเบื้องจะมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน แต่อาจต้องหมั่นตรวจสอบรอยแตกร้าวกันสักหน่อย สำหรับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบ้านอาจใช้หลังคาแบบเมทัลชีทหรือคอนกรีต เพราะไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามาก และมีอายุการใช้งานนานกว่าสองแบบแรก ทีนี้เราลองมาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้คุณควรเปลี่ยนหลังคา มีอะไรบ้าง

           1. เมื่อพบว่าท้องหลังคาภายในบ้านของคุณมีรอยบุ๋ม หรือท้องหลังคาหย่อนคล้อยลงมา เพราะโดยปกติแล้วท้องหลังคาควรเรียบเสมอกันทั้งหมด

           2. ในกรณีที่พบว่าหลังคามีรอยน้ำรั่ว หรือมีรูเล็ก ๆ ที่แสงสามารถส่องผ่านลงมายังภายในบ้านของคุณได้ 

           3. มีรอยจุดด่างดำ รอยเปื้อน หรือสีผิดปกติไปจากสีเดิมของวัสดุ

           4. พบเห็นรอยแตกร้าว มีรอยเลื่อนบนหลังคา หรือมีชิ้นส่วนในการประกอบหลังคาหายไป

           5. พบชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบหลังคาตกหล่น อยู่ในท่อน้ำ ช่องลม หรือบริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

           6. มีเศษซากของหลังคาบางส่วนตกหล่นลงมา หรือมีบางส่วนของหลังคาหลุดลอกออกมา

           7. หมั่นสังเกตรอยด่างดำ เศษซากสกปรกต่าง ๆ เพราะนั่นแสดงว่าหลังคาของคุณเกิดรอยรั่วที่ทำให้น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ สิ่งที่มากับน้ำนอกจากความชื้นแล้วคือ เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสต่าง ๆ ที่สามารถก่อตัวได้ภายใน 24 - 48 ชั่วโมงเท่านั้น

           8. ตรวจสอบระบบการระบายน้ำของหลังคา ว่าทางระบายน้ำอยู่สภาพปกติหรือไม่ เพราะเศษซากแตกหักของทางระบายน้ำ อาจทำให้หลังคาเกิดรอยแตกหัก หรือรอยรั่วได้

          นอกจากนี้หากหลังคาบ้านของคุณมีอายุการใช้งานนานกว่า 15 - 20 ปีแล้ว ให้เปลี่ยนหลังคาใหม่ได้เลยทันที เพราะหลังคาอาจเก่าเกินกำลังที่ซ่อมแซมได้แล้ว ทั้งนี้การเปลี่ยนหลังคา ใหม่นอกจากจะช่วยให้บ้านของคุณดูดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องบ้านของคุณจากสภาพอากาศต่าง ๆ ได้ด้วย หลังจากทราบวิธีตรวจเช็กหลังคาแล้ว อย่าลืมไปสังเกตหลังคาบ้านของคุณกันด้วยนะคะ



http://home.kapook.com/view54350.html
เครดิตภาพ  http://pt-wfd.eu/knowing-roof.shtml