วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

9 ทริคทุ่นแรงเครื่องซักผ้า ไม่ต้องเหนื่อยซักกับวิธีเดิม ๆ อีกต่อไป !


         รวมทริคเด็ด ๆ ในการซักผ้าด้วยเครื่องซัก ที่ช่วยทุ่นแรงทั้งคนซักและเครื่องซักผ้าได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเหนื่อยกับวิธีเดิม ๆ อีกต่อไป
 

          แม้ที่บ้านจะมีเครื่องซักผ้าช่วยประหยัดแรง แต่ปัญหาคราบสกปรกและวิธีการแบบเดิม ๆ ก็ทำให้คุณแม่บ้านยังเหนื่อยอยู่ดี งั้นลองมาดูทริคดี ๆ ที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้หน่อยดีกว่า รับรองว่าจะช่วยทุ่นแรงทั้งคุณแม่บ้านและทำให้เครื่องซักผ้าได้เป็นอย่างดี ถ้าอยากให้เสื้อผ้าสะอาดสดใสแบบไม่ต้องเหนื่อย ก็ตามไปดูทริคดี ๆ ที่ว่านี้กันเลยค่ะ

1. ปั่นผ้าเช็ดตัวพร้อมเสื้อผ้าอื่น ๆ

          เมื่อไรที่ต้องการให้เสื้อผ้าแห้งเร็วทันใช้งาน แนะนำให้ใส่ผ้าเช็ดตัวลงไปปั่นแห้งพร้อมกับผ้าอื่น ๆ ในเครื่อง ผ้าเช็ดตัวจะช่วยดูดซับน้ำส่วนเกินออก ทำให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้นกว่าเดิม

2. กำจัดคราบออกบางส่วนก่อนนำไปซัก

          แม้เครื่องซักผ้าจะล้างคราบสกปรกออกได้ก็จริง แต่ก็อาจไม่หมดในครั้งเดียว หากอยากให้สะอาดจริง ๆ โดยไม่ต้องซักซ้ำ ก่อนส่งซักให้นำเบกกิ้งโซดามาผสมกับน้ำเปล่าให้เป็นเนื้อครีมข้น ป้ายลงบนคราบเปื้อน ทิ้งไว้ให้แห้งปราณ 10 นาที และขูดเบกกิ้งโซดาดาออกก่อนนำไปซักในเครื่องซักผ้า คราบก็จะออกง่ายขึ้นกว่าเดิม

3. ปั่นแห้งเพื่อกำจัดเศษทิชชู

          แทบร้องไห้...เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมกระดาษทิชชูไว้ในกระเป๋ากางเกงที่อยู่ใน เครื่องซักผ้า เพราะกว่าเครื่องจะทำความสะอาดเสร็จ ทิชชูก็ถูกปั่นเป็นเสี่ยง ๆ เศษกระดาษขาวก็กระจายติดเสื้อผ้าเต็มไปหมด ปัญหานี้แก้ได้โดยนำเสื้อผ้าลงไปปั่นแห้งอีกครั้ง เศษทิชชูก็จะถูกดูดไปกองรวมกันอยู่บริเวณที่กรองของเครื่อง ไม่ทิ้งขุยขาว ๆ ให้เห็นอีกต่อไป

4. ลูกเทนนิสช่วยปั่นผ้าแห้งไว ทันใช้งานในครั้งต่อไป

          นอกจากทริคผ้าเช็ดตัวที่ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วได้แล้วนั้น หากเรานำลูกเทนนิสมาใส่ในถุงเท้าจะคู่ใหม่หรือคู่เก่าที่สะอาด ๆ แล้วมัดปากให้เรียบร้อย ใส่ลงในเครื่องปั่นแห้งพร้อมกับเสื้อชิ้นอื่น ๆ ก็จะทำให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้นกว่าเดิมได้เหมือนกัน

5. เปิดอุณหภูมิน้ำให้เหมาะกับผ้า

          ก่อนจะซักผ้าต้องดูให้ดี ๆ ก่อนว่าชนิดของเสื้อผ้านั้น เหมาะสมกับน้ำอุณหภูมิแบบไหน เพราะถ้าซักผิดอาจจะทำให้เนื้อผ้าเสียหายแถมยังต้องตามแก้ไขกันนาน

          - ระบบน้ำเย็น : เหมาะซักเสื้อผ้าเนื้อละเอียด อย่างผ้าถักทอ ยีนส์ หรือผ้าที่สามารถหดตัวได้

          - ระบบน้ำอุ่น : เหมาะซักเสื้อผ้าสีขาวสว่าง เพราะจะช่วยกำจัดคราบออกได้เป็นอย่างดี

          - ระบบน้ำร้อน : เหมาะสำหรับซักเสื้อผ้าที่มีคราบหนักซักออกยาก 

6. ขัดเชือกรองเท้าไว้ที่ฝาประตู

          อยากให้รองเท้าแห้งไวทันหยิบใช้งาน แต่ก็กลัวว่าถ้านำไปปั่นในเครื่องปั่นแห้งแล้วจะทำให้เกิดเสียงดังหรืออาจ ส่งผลทำให้เครื่องพังเอาได้ ก็แค่ผูกปลายเชือกรองเท้าเอาไว้แล้วนำไปขัดกับฝาเครื่อง เพื่อยึดรองเท้าไม่ให้โดนเหวี่ยงไป-มาตอนเครื่องซักผ้ากำลังทำงาน

7. น้ำแข็งก้อนแก้ปัญหาผ้าย้วย

          บรรดาเสื้อที่ยืดย้วยผิดรูปทรงและแลดูไม่สดใสเหมือนตอนซื้อมาใหม่ ๆ นั้นแก้ไม่ยาก หลังซักทำความสะอาดตามปกติให้นำเสื้อผ้าลงไปปั่นแห้งพร้อม ๆ กับแผ่นอบแห้งและก้อนน้ำแข็งประมาณ 10 นาที เสื้อผ้าก็จะคืนรูปทรงเป็นปกติและดูสดใสพร้อมสวมใส่แล้วล่ะ

8. ใส่กระเป๋าในปลอกหมอน

          สาว ๆ ไม่ต้องลำบากซักกระเป๋าเป้เองให้ลำบากอีกต่อไป เพราะแค่เปิดช่องต่าง ๆ ในกระเป๋าทิ้งเอาไว้ แล้วนำไปใส่ในปลอกหมอนเก่า ๆ จากนั้นก็นำเข้าไปซักในเครื่องซักผ้า กระเป๋าก็จะสะอาดทุกซอกทุกมุม แถมไม่เสียรูปทรงอีกด้วยค่ะ

9. ลูกบอลอะลูมิเนียนฟอยล์ลดไฟฟ้าสถิต

          คราบสกปรกที่ยากจะซักออกนั่นไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุณมีอะลูมิเนียมฟอยล์ติดบ้านไว้ โดยนำมาขยำเป็นลูกบอลเล็ก ๆ ประมาณ 4-5 ลูกแล้วใส่ลงไปซักพร้อมกับเสื้อผ้า เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดไฟฟ้าสถิตในผ้าลงได้ และทำให้คราบหนักหลุดออกอย่างง่ายดาย ช่วยรักษารูปทรงของเสื้อผ้าให้ยังคงเหมือนใหม่อยู่เสมอ

          ไหน ๆ เครื่องซักผ้าก็ช่วยทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็วแล้ว และจะเป็นอะไรไปหากเราติดสปีดให้เพิ่มขึ้นด้วยทริคดี ๆ เหล่านี้ ที่จะช่วยทุ่นแรงในการซักผ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งสะอาดสดใสและใช้เวลาไม่นานแบบนี้ มีหรือที่เราจะไม่อยากบอกต่อ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก momalwaysfindsout, kidspot และ Lifehacker

http://home.kapook.com/view152517.html
เครดิตภาพ  ภาพจาก momalwaysfindsout

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จัดห้องให้สะอาด ป้องกัน 'งู' เข้าบ้าน


กรมอนามัยเตือนช่วงหน้าฝน เสี่ยงเจองูซ่อนในบ้าน แนะ 5 วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน จัดบ้านให้สะอาด เตียน โล่ง เป็นระเบียบ

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนอากาศร้อนชื้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยในบริเวณที่ชื้นแฉะและแฝงตัวในพื้นที่รกตามต้นไม้ รวมถึงในบ้านที่ไม่มีการจัดระเบียบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะบ้านที่มีพงหญ้าสูงรก มีสวน ป่า ในบริเวณบ้าน และในน้ำ จะพบได้ทั้งงูไม่มีพิษ เช่น งูเหลือม งูหลาม ส่วนงูมีพิษที่คนถูกกัดเป็นประจำ ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา ซึ่งหากจัดการสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านไม่ถูกลักษณะ อาจเสี่ยงเป็นแหล่งที่หลบซ่อนของงู อาทิ ถังกดน้ำชักโครก รูท่อในห้องน้ำ ขอบฝาถังเครื่องซักผ้า รองเท้า ตู้เก็บรองเท้า เป็นต้น

นพ.วชิระ กล่าวว่า การดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อมในบ้านและที่พักอาศัยเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถกำจัดทั้งแหล่งอาหารของงู ที่อยู่อาศัย และที่หลบซ่อนของงู ซึ่งอาจจะทำอันตรายให้กับคนในครอบครัวได้ จึงต้องสอดส่องพื้นที่ทั้งภายในบ้านและบริเวณบ้านอย่างสม่ำเสมอ และควรปฏิบัติดังนี้

1. ทำลายแหล่งอาหารของงู โดยเฉพาะหนู ด้วย การควบคุมป้องกันและกำจัดหนูไม่ให้เข้ามาในบ้าน เก็บกวาดเศษอาหารไม่ให้ตกค้างในบ้านและท่อน้ำทิ้ง ทิ้งขยะลงถังที่แข็งแรง ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด เก็บอาหารในตู้เก็บอาหาร หรือใช้ฝาครอบปิดมิดชิด ใช้กรงดัก กับดัก กาวดักหนู หากใช้สารเคมีกำจัด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเลี้ยงแมวหรือสุนัข ซึ่งจะช่วยกำจัดหนู รวมถึงช่วยไล่งูได้ด้วย

2. ปิดช่องทางเข้าออกของหนูและงู ด้วยลวดตาข่าย แผ่นโลหะ หรือวัสดุที่ป้องกันการกัดแทะของหนูได้

3.  หากเลี้ยงไก่ นก ต้องทำกรงหรือคอกให้มิดชิด ปิดกั้นรูหรือช่องที่งูจะเข้าไปได้

4.  ทำความสะอาดบ้านและบริเวณบ้าน หากมีใต้ถุนบ้าน ไม่ควรเก็บวัสดุอุปกรณ์รกรุงรังที่อาจเป็นที่หลบซ่อนของงู หากมีหลุมหรือโพรงควรกลบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะสนาม ขอบรั้ว กำแพง และหมั่นตัดกิ่งไม้ที่พาดใกล้กับชายคาบ้าน รั้ว หรือกำแพง เพื่อป้องกันงูเลื้อยเข้าไปในบ้าน 

5.  ตรวจสอบระบบท่อไม่ให้มีรูรั่ว รอยแตก เพราะงูอาจจะเลื้อยเข้าไปตามท่อระบายน้ำ เข้าไปในบ่อเกรอะและเลื้อยเข้าท่อที่เชื่อมกับคอห่าน ซึ่งจะทำอันตรายต่อคนขณะใช้ส้วม โดยให้ช่างติดตั้งตะแกรงกันงูตามท่อน้ำทิ้ง และปิดประตูห้องส้วมเพื่อป้องกันงูเลื้อยเข้าไป


 “ทั้งนี้ ประชาชนต้องดูแลและป้องกันตนเองจากการโดนงูกัด โดยสวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบูท กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว พกไฟฉายและไม้ หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่มีพงหญ้ารก ในที่มืดหรือที่แคบ หากเจองูให้อยู่นิ่ง ๆ แล้วค่อย ๆ ถอยออกมา เพราะงูจะพุ่งฉกและกัดเหยื่อที่เคลื่อนไหว วิธีการสังเกตงูว่าพิษหรือไม่คือ หากเป็นงูหัวกลมมน จะเป็นงูไม่มีพิษ แต่ถ้าเป็นงูหัวสามเหลี่ยมจะเป็นงูมีพิษ อย่างไรก็ตาม งูเหลือม งูหลาม ซึ่งเป็นงูไม่มีพิษ แต่สามารถทำอันตรายด้วยกันรัดเหยื่อได้ จึงไม่แนะนำให้จับงูเอง ให้โทรแจ้งหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจับงูต่อไป” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว


http://www.thaihealth.or.th/Content/31829-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94%20%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%20'%E0%B8%87%E0%B8%B9'%20%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/home-tours/

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หน้าฝนระวังเชื้อราในบ้าน เสี่ยงสะสมโรค


ระวังเชื้อราสะสมในบ้านช่วงหน้าฝน แนะจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ

น.พ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าในช่วงฤดูฝนทำให้อากาศภายในบ้านมีความชื้นสูง และฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำขังในพื้นที่ต่างๆ รวมึงในบริเวณบ้าน และหากมีรูรั่วหรือรอยแตกของบ้าน อาจมีน้ำซึม น้ำรั่วไหลเข้าภายในบ้าน ทำให้ส่วนต่างๆ ของบ้านเปียกและอับชื้น เกิดเป็นแหล่งของเชื้อราได้ ซึ่งเชื้อรานั้นพบได้ในธรรมชาติ ทั้งจากในบ้านและนอกบ้าน โดยเชื้อราจะสร้างสปอร์สำหรับสืบพันธุ์ เมื่อสปอร์ของเชื้อราลอยไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้นและอาหารที่เหมาะสม จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโต สีของเชื้อรา มีตั้งแต่สีดำ น้ำตาล เขียว แดง เหลือง และขาว สามารถพบได้เป็นกลุ่มๆ ในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น ฝ้าและผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ใต้พรม เครื่องนอน เครื่องปรับอากาศ หากสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น หากเข้าตาและจมูกจะทำให้เกิดการระคายเคือง มีอาการจาม น้ำมูกไหล มีไข้ บางรายก่อให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และปอดอักเสบ

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด มีการระบายอากาศที่ดี และมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องเข้าถึงภายในบ้านเพื่อลดความชื้น ลดฝุ่นละออง ลดแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคภายในบ้านและลดโอกาสของการเกิดโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือคนชราซึ่งเป็นกลุ่มอ่อนไหวต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ 

การจัดบ้านให้ถูกสุขลักษณะอย่างง่าย เช่น 

ห้องนอน ต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยเริ่มตั้งแต่เปิดประตู หน้าต่าง และควรเปิดรับแสงสว่างจากธรรมชาติเป็นประจำ 

ห้ามเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศขณะทำความสะอาดบ้านหรือขณะกำจัดเชื้อรา เพราะจะทำให้สปอร์เชื้อราฟุ้งกระจาย 

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในเครื่องใช้ เครื่องเรือน เครื่องนอน และเฟอร์นิเจอร์ เช่น ฟูกที่นอน หมอน พรม เป็นประจำ 

ส่วนวอลล์เปเปอร์หรือฉนวนกันความร้อนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกต้องนำไปทิ้งในถุงที่ปิดมิดชิดโดยทันทีเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อรา


"สามารถเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ 3 ขั้นตอน คือ 

1. พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด 

2. ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบลงในน้ำผสมกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง 

3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5–7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์ เช็ดทำความสะอาดเพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย 

ดังนั้นในช่วงฤดูฝนนี้ขอให้ประชาชนร่วมกันดูแลรักษาบ้านเรือนของท่านเอง เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อรา เชื้อโรค และฝุ่นละออง อันเป็นการส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัวต่อไปน.พ.ดนัย กล่าว


http://www.thaihealth.or.th/Content/31634-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/milanzewald/huis/

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์


         รอมาทั้งปีแต่ลมหนาวก็ไม่มา แต่หลังจากนี้ไม่ต้องทนนอนเหงื่อไหลไคลย้อยหรือเปิดแอร์ให้เปลืองค่าไฟกันอีกต่อไป เพราะมีวิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบาย หลับสนิทจนถึงเช้ามาฝากค่ะ

          ไม่ต้องตั้งคำถามกันอีกต่อไปว่าเมื่อไหร่อากาศบ้านเราจะหนาวสักที ในเมื่ออากาศมันร้อนทรมานใจไม่หยุดหย่อนขนาดนี้ เราก็ต้องปรับตัวตามอากาศไปให้สิ้นเรื่อง ยิ่งถ้าบ้านใครที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ด้วยแล้วยิ่งต้องรีบทำตามวิธี กำจัดความร้อนในแบบฉบับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างวิธีจัดห้องนอนที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ แล้วอาการกระวนกระวายเพราะร้อนจนนอนไม่หลับจะหายไปทันที

1. เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน

          ชุดเครื่องนอนแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะหนานุ่มหรือเบา สบายก็มีหมด ดังนั้นเมื่ออากาศเข้าสู่สภาวะร้อนจนนอนไม่ค่อยหลับ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดเครื่องนอนจากผ้าหนานุ่มมาเป็นผ้าคอตตอนแทนจะดีกว่า เพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาสบายและถ่ายเทอากาศได้ดี จึงช่วยให้คุณไม่ต้องทนนอนบนที่นอนร้อน ๆ อีกต่อไป

2. ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

          ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นหรือเป็นปกติ การดื่มน้ำก่อนเข้านอนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีแต่จะทำให้เราตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกซะอีก แต่ในเมื่อกลับอากาศร้อนหนักขนาดนี้แนะนำให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนเข้านอนก็จะช่วยร่างกายไม่ร้อนระหว่างหลับฝันหวานได้ค่ะ

3. เปลี่ยนหมอนใหม่

          ศีรษะเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดในร่างกาย ดังนั้นนี่อาจหมายถึงเวลาของการเปลี่ยนหมอนใหม่ที่เล็กกว่า ผ้าบางกว่า และระบายอากาศได้ดีกว่าหมอนใบเก่า หากคุณไม่อยากนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืนเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป

4. จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน

          หลายคนอาจจะยังสับสนว่าทำไมเปิดพัดลมแล้วยังไม่เย็นสักทีมีแต่ร้อนกับร้อน นั่นก็เป็นเพราะว่าพัดลมกำลังดูดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในบ้านยังไงล่ะ ซึ่งวิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียวแค่หันด้านหลังพัดลมออกนอกหน้าต่าง แล้วความร้อนภายในบ้านก็จะถูกถ่ายเทออกไป แต่ถ้าบ้านไหนใช้พัดลมเพดานก็แค่ตั้งระบบให้ใบพัดหมุนทวนเข็มนาฬิกาก็ช่วย ไล่ลมร้อนออกจากบ้านได้เหมือนกันค่ะ

5. แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง

          บางครั้งการนอนเปิดหน้าต่างเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีเท่าไร แต่ถ้าเรานำผ้าเปียกบิดหมาด ๆ มาแขวนไว้ที่หน้าต่างห้อง ลมจากภายนอกก็จะพัดพาไอเย็น ๆ จากผ้าเปียกเข้ามาภายในห้อง คราวนี้ต่อให้อากาศร้อนแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้เสียค่าไฟแพง ๆ อีกแล้ว 

6. วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม

          อาจจะดูเป็นวิธีสามัญไปหน่อยแต่ขอบอกเลยว่าได้ผลดีเกือบเทียบเท่าแอร์บ้านเลย ล่ะ ให้นำก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่มาใส่ถาดถาดขนาดพอเหมาะ วางไว้หน้าพัดลมในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลพัดลมจนเกินไป คราวนี้จากอากาศร้อน ๆ ภายในบ้านก็ถูกแทนที่ด้วยลมเย็น ๆ ตอนเปิดพัดลม แต่ความรู้สึกเหมือนนั่งให้ห้องแอร์เลยล่ะ

7. นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง

          สังเกตไหมว่าเวลาที่เราอยู่ในที่สาธารณะอัดแน่นไปด้วยผู้คน สถานที่แห่งนั้นจะร้อนอบอ่าวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะร่างกายแต่ละคนต่างก็มีความร้อนอยู่ในตัว และเมื่อมารวมตัวกันองศาความร้อนก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น เช่นเดียวกับการนอนเป็นคู่เพราะมันจะทำให้ความร้อนจากร่างกายถูกระบายออกมา 2 เท่า ฉะนั้นหากคืนไหนร้อน ๆ ก็นอนแยกกันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต่างคนต่างนอนสบายกายขึ้น

8. เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา

          การนอนหลับพักผ่อนไม่จำเป็นว่าจะต้องนอนบนเตียงหนา ๆ นุ่ม ๆ เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ตั่งไม้ หรือเตียงแบบโปร่งชนิดอื่น ๆ ก็สามารถประยุกต์มันมาเป็นที่นอนในช่วงที่อากาศร้อนได้เหมือนกัน เพราะเตียงนอนในลักษณะนี้มีรูระบายอากาศมากกว่าเตียงนอนเบาะหนา ๆ และการแกว่งเปญณวนก็ยังทำให้อากาศเคลื่อนไหวเกิดลมพัดเบา ๆ กำลังเย็นสบายในขณะที่คุณนอนด้วย 

9. เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่

          ถ้าการเปลี่ยนชุดเครื่องนอนไปเป็นผ้าคอตตอนยังเย็นไม่พอ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดนอนในช่วงหน้าร้อนให้กลายเป็นผ้าคอตตอนไปด้วยเลย รับรองว่าผ้าโปร่ง ๆ ระบายอากาศอย่างชุดนอนผ้าคอตตอนจะทำให้คุณนอนหลับสนิท แม้ในวันที่อากาศจะร้อนอบอ้าวที่สุดก็ตาม

10. อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย

          หลายคนคงปฏิเสธไม่ลงว่า เคยไม่อาบน้ำแล้วเข้านอนมาก่อน ถึงแม้คุณจะเหนื่อยจากการเดินทาง จากงาน หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็ต้องสละเวลาง่วงเพียงนิดเพื่อตั้งจิตไปอาบน้ำก่อนนอนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกได้แล้ว มันยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายส่งผลให้นอนหลับสบายได้อีกด้วย

11.  ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้

          คนที่ไม่กล้านอนปิดไฟอยู่ในความมืดก็ต้องขออภัยเพราะวิธีนี้ช่วยลดความร้อนได้ ดีจริง ๆ ค่ะ ขณะที่เรานอนเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ พลังงานความร้อนจากหลอดไฟและแสงไฟจะส่งผ่านมารบกวนการนอนทำให้นอนหลับได้ไม่ เต็มที่ แต่จะดีกว่าไหมถ้ายอมปิดไฟนอนเพื่อลดความร้อนในห้องลง

12. วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง

          หากคุณเป็นคนที่ขี้ร้อนจัดไม่ว่าจะลองวิธีไหนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล งั้นต้องไปแก้ร้อนที่ปลายเท้าด้วยการหาถังน้ำหรือกะละมังใส่น้ำในปริมาณที่ พอเหมาะมาวางไว้ปลายเตียง เมื่อไรที่รู้สึกร้อนจนนอนไม่ได้ก็แค่ลุกขึ้นมาแช่เท้าในถังน้ำให้เย็นสบาย วิธีนี้จะช่วยดูดเอาความร้อนจากร่างกายออกไปได้เยอะเลย

13. นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด

          ไม่ต้องอธิบายหลักวิทยาศาสตร์ให้ยุ่งยาก ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าความร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นแล้วความเย็นจะเข้ามาแทนที่ ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับการนอนหลับเห็นทีคงต้องเป็นชั้นล่างของบ้านแล้ว ล่ะ แต่ถ้าบ้านไหนมีแค่ชั้นเดียวแนะนำให้เลือกซื้อเบาะนอนบาง ๆ หรือปูผ้านอนกับพื้น แล้วความเย็นจากพื้นก็จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าคืนนี้ร้อนอบอ้าวอย่างที่ ผ่านมา

14. ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด

          ในยามค่ำคืนแห่งการพักผ่อนคงไม่มีใครลุกขึ้นมาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหรอกนะคะ ฉะนั้นก่อนจะเข้านอนทุกครั้งควรดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออก ให้หมด เพราะการที่คุณเสียบปลั๊กไฟค้างไฟก็เท่ากับว่าเครื่องยังทำงานและยังปล่อย ความร้อนออกมาอยู่ ดังนั้นการถอดปลั๊กจึงช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในบ้านลงได้ แถมสามารถช่วยลดค่าไฟ และเป็นการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้อีกต่างหาก 

15. ทำแอร์ใช้เอง

          ราคาแอร์ แต่ละเครื่องถูก ๆ ซะเมื่อไร แถมยังมีค่าติดตั้งอีก ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่มแล้ว มาทำแอร์ใช้เองกันเถอะ รับรองว่าลมเย็นไม่ต่างกันเลย แถมเจ้าแอร์ทำมือเครื่องนี้ยังช่วยประหยัดได้เยอะเลยด้วย

          ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

          แม้ชาวบ้านเขาจะบ่นว่าอากาศร้อนปรอทแตกแค่ไหน แต่ถ้าคุณได้ลองนำเอาทริคเด็ด ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าค่ำคืนแห่งการนอนหลับพักผ่อนของคุณจะเย็นสบายไร้ความร้อน รบกวนจนเพื่อนบ้านต้องมาขอเคล็ดลับกันอย่างไม่ขาดสายแน่นอน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก lifehack, greatist, instructables และ sleepjunkies

http://home.kapook.com/view137064.html

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

12 วิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ แม้ไม่ใช่ช่างก็ทำเองได้ !



      ท่อน้ำตันทำอย่างไร ? มาดูวิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ ไม่ต้องเรียกช่าง วิธีแก้ปัญหาน้ำตันด้วยน้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา โซดาไฟ และของใกล้ตัวที่ช่วยแก้ปัญหาท่อน้ำตันได้อย่างดีเยี่ยม

        หากกำลังประสบปัญหาท่อน้ำตัน อย่าเพิ่งกริ๊งกร๊างไปหาช่างซ่อม เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ มาบอกต่อ โดยวิธีแก้ไขท่อน้ำตันด้วยตัวเองและของใช้ในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา โซดาไฟ และของอื่น ๆ อีกมากมายที่อยู่ใกล้มือ อยากรู้ว่าท่อน้ำตันทำอย่างไร ? ก็ตามไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยจาก 12 วิธีแก้ไขปัญหาท่อน้ำตัน

1. ที่ปั๊มส้วมช่วยได้ในเบื้องต้น

          วิธีการแก้ไขเบื้องต้นปัญหาท่อน้ำอุดตันนั่นก็คือ การใช้ที่ปั๊มส้วม แต่จะให้ดีต้องปั๊มด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยการครอบที่ปั๊มลงไปที่ปากท่อ นำผ้าเปียกมาคลุมไว้รอบ ๆ ที่ปั๊มแล้วทำการปั๊มขึ้น-ลงประมาณ 6-10 ครั้ง เพื่อดึงเอาสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อขึ้นมา

2. น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา


          หากเกิดปัญหาท่อน้ำอุดตันแนะนำให้เทเบกกิ้งโซดาประมาณ ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ แล้วเทน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงตามลงไปและทิ้งไว้สักพัก จากนั้นให้ราดน้ำร้อนลงไปในท่อซ้ำอีกครั้ง

3. เบกกิ้งโซดาและเกลือ

          วิธีนี้คล้ายกับวิธีที่ 2 แต่เปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูเป็นเกลือ โดยเทเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ถ้วยตวงและเกลือ ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นเทน้ำร้อนลงไปในท่ออีก 2 ถ้วยตวง

4. ไม้แขวนเสื้อใช้ทะลวงท่อ

          หากเราสามารถมองเห็นเศษขยะที่อุดตันอยู่ในท่อได้ ให้นำไม้แขวนเสื้อมาคลายออกให้เป็นลวดยาว ๆ งอปลายขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำเป็นหัวตะขอเกี่ยว จากนั้นนำลวดด้านที่มีหัวเกี่ยวหย่อนลงไปในท่อเพื่อเกี่ยวเศษขยะที่อุดตันท่อขึ้นมา

5. เครื่องดูดฝุ่น ดูดหมดทุกสิ่งอุดตัน

          ถ้าที่บ้านมีเครื่องดูดฝุ่นที่สามารถใช้ทำงานได้ทั้งพื้นที่เปียกและพื้นที่แห้ง แนะนำให้เปิดระบบการทำงานเครื่องดูดฝุ่นให้เป็นแบบเปียก จากนั้นเปิดน้ำหล่อท่อเอาไว้แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นจ่อลงไปที่ปากท่อ แล้วดูดสิ่งอุดตันท่อออกมาให้หมด

6. โซดาไฟ กัดคราบสกปรกให้หลุดออกจากท่อน้ำ

          วิธีนี้ควรใช้แก้ปัญหาส้วมอุดตันเท่านั้นและควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันด้วย ได้แก่ ถุงมือยาง แว่นป้องกันสายตา และหน้ากากอนามัย แล้วก็ลงมือผสมโดยการเทน้ำเย็นลงในถังประมาณ ¾ แกลลอน ตามด้วยโซดาไฟอีก 3 ถ้วยตวง ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน เมื่อเกิดฟองฟู่และไอร้อนก็รีบเทลงในชักโครก ทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วค่อยเทน้ำต้มเดือดราดลงไป

7. น้ำยาล้างจาน ล้างคราบไขมันให้หายเกลี้ยง

          แม้การใช้น้ำยาล้างจานอาจจะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างเบาแต่กลับได้ผลเกินคาด โดยเทน้ำยาล้างจานลงไปในท่อประมาณ ¼ ถ้วยตวง แล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด น้ำยาล้างจานจะลงไปกัดคราบไขมันให้หลุดออกจากท่อ แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้สวมถุงมือยาง แล้วล้วงมือลงไปดึงเศษขยะที่ติดอยู่ออกมา ก็จะช่วยแก้ปัญหาท่ออุดตันได้ดีกว่า

8. ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาด

          หากท่อน้ำทิ้งที่อ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจานเกิดอุดตันแบบขั้นหนัก แนะนำให้ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาดเลยจะดีกว่า ก่อนอื่นปิดวาล์วน้ำให้น้ำหยุดไหล แล้วนำถาดมารองไว้ใต้ท่อน้ำด้านล่าง จากนั้นค่อย ๆ ถอดท่อน้ำข้อต่อระหว่างอ่างกับผนังออกมาทีละส่วน แล้วใช้แปรงสีฟันขัดถูทำความสะอาดสิ่งอุดตันออกให้หมด จากนั้นนำที่ปิดน้ำตรงปากท่อน้ำทิ้งออกมาทำความสะอาด แล้วจัดการต่อท่อกลับไปให้เหมือนเดิม

9. น้ำส้มสายชูและเกลือ

          อีกหนึ่งสูตรช่วยกำจัดสิ่งอุดตันท่อแบบไร้สารพิษทำลายล้างท่อน้ำ โดยเทเกลือขนาด ½ ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดาอีก ½ ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูอีก ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อน้ำ แล้วทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นเทน้ำต้มเดือดตามลงไปเพื่อล้างคราบไขมันที่ติดอยู่ในท่อและกำจัดสิ่งสกปรกให้หมดไป

10. ผลิตภัณฑ์เอนไซม์ แบบไม่ทำลายท่อน้ำ

          ผลิตภัณฑ์น้ำเอนไซม์มีวางขายตามห้างร้านทั่วไป หากจะนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดท่ออุดตันแนะนำให้เลือกเอนไซม์ชนิดที่เป็นออแกนิกส์ เพราะไม่ทำลายพื้นผิวของท่อน้ำ อ่านและทำตามฉลากด้านข้างขวดอย่างเคร่งครัด จากนั้นก็ปล่อยให้เอนไซม์ทำงานโดยการทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งในตอนเช้า

11. สายทะลวงท่อน้ำอุดตัน

          ไม่อยากเสียเวลากับการแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตันเราแนะนำให้ลองใช้สปริงทะลวงท่อ หรือที่เรียกกันว่างูเหล็ก สอดเข้าไปในท่อที่อุดตัน เมื่อเจอกับสิ่งที่อุดตันท่อแล้ว ก็ใช้งูเหล็กทะลวงเข้าไปพร้อมกับเปิดน้ำทิ้งหรือกดชักโครกไล่สิ่งอุดตันตาม ไปด้วย

12. น้ำยาฟอกผ้าขาว ใช้กับท่อน้ำก็ได้

          ใครว่าน้ำยาฟอกผ้าขาวใช้ได้กับผ้าเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ช่วยทะลวงท่อน้ำอุดตันได้เช่นกัน เริ่มจากถอดตัวกรองน้ำที่ปากท่อออกก่อน แล้วเทน้ำยาฟอกผ้าขาวประมาณ 1 ถ้วยตวงลงไป ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที เปิดน้ำให้ไหลงไปในท่อ หากว่าน้ำในท่อค่อย ๆ ลดระดับลง ก็เป็นอันว่าสิ่งที่อุดตันท่อหลุดออกไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ทำความสะอาดท่อตามปกติได้เลย

          ปัญหาท่อน้ำอุดตันเกิดขึ้นได้กับทุกบ้านและถ้าหากเราปล่อยเอาไว้มันจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบท่อน้ำในบ้าน ดังนั้นเมื่อเจอปัญหาท่อน้ำอุดตันที่ไหนก็อย่าลืมนำเอาวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Katmckee, Ncleaningtips, Wikihow, Wisebread และ Wonderhowto
http://home.kapook.com/view144575.html

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

10 วิธีลดใช้แอร์หน้าร้อน แต่บ้านยังเย็นสบายไม่เปลี่ยน

 

         การเปิดแอร์ในหน้าร้อนทำให้ค่าไฟ ยิ่งพุ่งกระฉูด แต่ถ้าไม่เปิดก็คงจะอยู่บ้านไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูวิธีประหยัดไฟ โดยการลดการใช้แอร์แต่อากาศภายในบ้านก็ยังเย็นสบายไปพร้อม ๆ กันค่ะ

          หน้าร้อนทีไรเหงื่อแตกทุกที โดยเฉพาะตอนบิลค่าไฟมาตอนสิ้นเดือน เพราะแพงกว่าค่าไฟปกติหลายพันนัก แต่ถ้าไม่เปิดแอร์ก็คงอยู่ไม่ได้ใช่ไหมละคะ ดังนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำ 10 วิธีลดใช้แอร์ใน หน้าร้อน แต่อากาศภายในบ้านยังเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์ตามปกติมาฝากกัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ และหมดกังวลเรื่องค่าไฟที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนเสียที 


1. เพิ่มอุณหภูมิแอร์ตอนกลางคืน

          เพราะในตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ไม่มีแสงแดด ฉะนั้นอากาศก็ร้อนน้อยลงกว่าช่วงกลางวันระดับหนึ่ง การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1 องศาในช่วงที่คุณนอนหลับหรือก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% เลยทีเดียว


2. เปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย

          การเปิดพัดลมควบคู่ไปกับการเปิดแอร์นั้นสิ้นเปลืองน้อยกว่าการเปิดแอร์อย่าง เดียวนะรู้หรือเปล่า ? โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 27-28 องศา แล้วเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย พัดลมก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก 2-3 องศา คราวนี้อากาศในบ้านก็จะเย็นสบายกำลังดีแบบไม่เปลืองไฟ   


3. ควบคุมชั่วโมงแอร์

          ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเสียขนาดนี้ ปิดแอร์แป๊บเดียวก็กลับมาร้อนเหมือนเดิมแน่ ๆ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าหากจะให้ควบคุมชั่วโมงเปิดแอร์ตอนกลางวัน ฉะนั้นหากอยากประหยัดค่าไฟแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในตอนกลางคืน โดยตั้งเวลาปิดแอร์ช่วงตี 2 หรือตี 3 ส่วนก่อนนอนให้เปิดพัดลมทิ้งไว้ด้วย จะได้ไม่ตื่นกลางดึกเพราะต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์


4. ปิดไฟแล้วเปิดม่านแทน

          นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน อีกทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วย ฉะนั้นในตอนกลางวันแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเปิดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเปิดหน้าต่างหรือเปิดแค่ผ้าม่านแทน เพื่อให้บ้านสว่างขึ้นแต่ร้อนน้อยลง 

 
5. เปิดพัดลมก่อนเปิดแอร์

          หากกลับถึงบ้านแล้วเปิดแอร์เลย ในขณะที่ปนังยังร้อนอยู่ก็ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟเพราะทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นก่อนจะเปิดแอร์ควรเปิดพัดลมไล่ลมร้อนออกไปก่อนสักพัก แล้วค่อยเปิดแอร์ตามทีหลัง


6. ใช้เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่

          เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่จะทำความเย็นเฉพาะจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะต่างจากแอร์ตัวใหญ่ที่มีระบบการทำงานแบบกระจายความเย็นทั้งห้อง ทั้งยังใช้ไฟน้อยกว่าแอร์ถึง 50% เลยนะจะบอกให้ 


7. ไม่นำความชื้นเข้าห้อง

          แอร์ใช้พลังงานในการทำความเย็น 30% และอีก 70% เป็นพลังงานสำหรับจำกัดความชื้น 
ทำให้อากาศในห้องแห้ง ฉะนั้นควรเลี่ยงนำสิ่งของที่มีความชื้นเข้าห้อง เช่น ต้นไม้ หรือผ้าเปียก เป็นต้น


8. ไม่นำของร้อนเข้าห้อง

          อุปกรณ์หรือเครื่องครัวต่าง ๆ ที่ทำความร้อน เช่น กระทะไฟฟ้า หม้อต้มสุกี้ ไม่ควรนำมาประกอบอาหารในห้องแอร์ เพราะความร้อนในห้องนั้น ๆ จะสูงขึ้นและทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นจึงควรประกอบอาหารให้เสร็จในครัวหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ดีกว่า


9. ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท

          ก่อนจะเปิดแอร์ควรปิดประตูและหน้าต่างในห้องให้สนิท แต่ถ้ามั่นใจว่าปิดดีแล้ว แต่ยังรู้สึกสงสัยว่าทำไมค่าไฟยังแพงอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะว่ามีจุดรั่วไหลของแอร์ตามช่องใต้ประตูหรือซอกหน้าต่าง ฉะนั้นควรรีบสำรวจแล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นซะให้เรียบร้อย 


10. ล้างแอร์

          เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แม้จะลดอุณหภูมิแอร์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเย็น เหตุก็เพราะฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เข้าไปในแอร์ก็สะสมมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดแอร์ก็จะทำงานหนักขึ้น เป็นเหตุให้กินไฟมากขึ้นไปด้วย ฉะนั้นอย่าลืมล้างแอร์กันเป็นประจำด้วยนะคะ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก apartmenttherapy และ nea member benefits
http://home.kapook.com/view144161.html


วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็ทำตามได้ใน 5 ขั้นตอน

วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ให้แอร์กลับมาเย็นฉ่ำ เปิดใช้เมื่อไรก็ชื่นใจทุกครั้ง วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็สามารถทำตามได้ไม่ต้องเรียกช่างให้เสียเวลา


            แอร์คอนดิชันเนอร์หรือเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในบ้านนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว เพราะอากาศบ้านเรานั้นร้อนเสียยิ่งกว่าอะไร แต่เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แอร์ก็ไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเกาะ อีกทั้งยังทำให้กินไฟมากกว่าปกติ แถมทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเองมาฝาก เป็นวิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง 5 ขั้นตอนสั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ทำตามได้ทั้งนั้น 


อุปกรณ์

         - แปรงสีฟัน
         - สเปรย์โฟมล้างแอร์

ขั้นตอนการล้างแอร์


1.  ตัดไฟที่เบรกเกอร์ให้ก่อน จากนั้นยกฝาครอบด้านหน้าแอร์แล้วถอดแอร์ฟิลเตอร์ออก


2.  นำแอร์ฟิลเตอร์ไปล้าง โดยเปิดน้ำเบา ๆ ไหลผ่านพร้อมกับใช้มือหรือแปรงสีฟันถูเบา ๆ แล้วนำไปผึ่งไว้ให้แห้ง


3.  ระหว่างที่รอแอร์ฟิลเตอร์แห้ง ก็กลับมาดูดฝุ่นบริเวณแผ่นคอลย์เย็น แล้วฉีดสเปรย์โฟมล้างแอร์ให้ทั่วคอลย์เย็น ทิ้งไว้ 20 -30 นาที


4.  เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ประกอบแอร์ฟิลเตอร์เข้าที่เดิมง


5.  ปิดฝาครอบด้านหน้าลง เปิดแอร์โหมดพัดลมไว้ที่ 24 องศา ทิ้งไว้ 45–60 นาที เพื่อทำความสะอาดคอลย์เย็น

           วิธีนี้เป็นแค่การทำความสะอาดเบื้องต้นเท่านั้น สำหรับการเติมน้ำยาแอร์ ไม่ควรทำเองเพราะต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้เรียกช่างมาทำให้นะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikihow และ The Mr McKenic® Channel
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ The Mr McKenic® Channel สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
http://home.kapook.com/view143805.html