วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หน้าฝนระวังเชื้อราในบ้าน เสี่ยงสะสมโรค


ระวังเชื้อราสะสมในบ้านช่วงหน้าฝน แนะจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ

น.พ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าในช่วงฤดูฝนทำให้อากาศภายในบ้านมีความชื้นสูง และฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำขังในพื้นที่ต่างๆ รวมึงในบริเวณบ้าน และหากมีรูรั่วหรือรอยแตกของบ้าน อาจมีน้ำซึม น้ำรั่วไหลเข้าภายในบ้าน ทำให้ส่วนต่างๆ ของบ้านเปียกและอับชื้น เกิดเป็นแหล่งของเชื้อราได้ ซึ่งเชื้อรานั้นพบได้ในธรรมชาติ ทั้งจากในบ้านและนอกบ้าน โดยเชื้อราจะสร้างสปอร์สำหรับสืบพันธุ์ เมื่อสปอร์ของเชื้อราลอยไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้นและอาหารที่เหมาะสม จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโต สีของเชื้อรา มีตั้งแต่สีดำ น้ำตาล เขียว แดง เหลือง และขาว สามารถพบได้เป็นกลุ่มๆ ในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น ฝ้าและผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ใต้พรม เครื่องนอน เครื่องปรับอากาศ หากสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น หากเข้าตาและจมูกจะทำให้เกิดการระคายเคือง มีอาการจาม น้ำมูกไหล มีไข้ บางรายก่อให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และปอดอักเสบ

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด มีการระบายอากาศที่ดี และมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องเข้าถึงภายในบ้านเพื่อลดความชื้น ลดฝุ่นละออง ลดแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคภายในบ้านและลดโอกาสของการเกิดโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือคนชราซึ่งเป็นกลุ่มอ่อนไหวต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ 

การจัดบ้านให้ถูกสุขลักษณะอย่างง่าย เช่น 

ห้องนอน ต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยเริ่มตั้งแต่เปิดประตู หน้าต่าง และควรเปิดรับแสงสว่างจากธรรมชาติเป็นประจำ 

ห้ามเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศขณะทำความสะอาดบ้านหรือขณะกำจัดเชื้อรา เพราะจะทำให้สปอร์เชื้อราฟุ้งกระจาย 

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในเครื่องใช้ เครื่องเรือน เครื่องนอน และเฟอร์นิเจอร์ เช่น ฟูกที่นอน หมอน พรม เป็นประจำ 

ส่วนวอลล์เปเปอร์หรือฉนวนกันความร้อนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกต้องนำไปทิ้งในถุงที่ปิดมิดชิดโดยทันทีเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อรา


"สามารถเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ 3 ขั้นตอน คือ 

1. พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด 

2. ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบลงในน้ำผสมกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง 

3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5–7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์ เช็ดทำความสะอาดเพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย 

ดังนั้นในช่วงฤดูฝนนี้ขอให้ประชาชนร่วมกันดูแลรักษาบ้านเรือนของท่านเอง เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อรา เชื้อโรค และฝุ่นละออง อันเป็นการส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัวต่อไปน.พ.ดนัย กล่าว


http://www.thaihealth.or.th/Content/31634-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/milanzewald/huis/

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์


         รอมาทั้งปีแต่ลมหนาวก็ไม่มา แต่หลังจากนี้ไม่ต้องทนนอนเหงื่อไหลไคลย้อยหรือเปิดแอร์ให้เปลืองค่าไฟกันอีกต่อไป เพราะมีวิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบาย หลับสนิทจนถึงเช้ามาฝากค่ะ

          ไม่ต้องตั้งคำถามกันอีกต่อไปว่าเมื่อไหร่อากาศบ้านเราจะหนาวสักที ในเมื่ออากาศมันร้อนทรมานใจไม่หยุดหย่อนขนาดนี้ เราก็ต้องปรับตัวตามอากาศไปให้สิ้นเรื่อง ยิ่งถ้าบ้านใครที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ด้วยแล้วยิ่งต้องรีบทำตามวิธี กำจัดความร้อนในแบบฉบับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างวิธีจัดห้องนอนที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ แล้วอาการกระวนกระวายเพราะร้อนจนนอนไม่หลับจะหายไปทันที

1. เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน

          ชุดเครื่องนอนแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะหนานุ่มหรือเบา สบายก็มีหมด ดังนั้นเมื่ออากาศเข้าสู่สภาวะร้อนจนนอนไม่ค่อยหลับ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดเครื่องนอนจากผ้าหนานุ่มมาเป็นผ้าคอตตอนแทนจะดีกว่า เพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาสบายและถ่ายเทอากาศได้ดี จึงช่วยให้คุณไม่ต้องทนนอนบนที่นอนร้อน ๆ อีกต่อไป

2. ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

          ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นหรือเป็นปกติ การดื่มน้ำก่อนเข้านอนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีแต่จะทำให้เราตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกซะอีก แต่ในเมื่อกลับอากาศร้อนหนักขนาดนี้แนะนำให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนเข้านอนก็จะช่วยร่างกายไม่ร้อนระหว่างหลับฝันหวานได้ค่ะ

3. เปลี่ยนหมอนใหม่

          ศีรษะเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดในร่างกาย ดังนั้นนี่อาจหมายถึงเวลาของการเปลี่ยนหมอนใหม่ที่เล็กกว่า ผ้าบางกว่า และระบายอากาศได้ดีกว่าหมอนใบเก่า หากคุณไม่อยากนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืนเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป

4. จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน

          หลายคนอาจจะยังสับสนว่าทำไมเปิดพัดลมแล้วยังไม่เย็นสักทีมีแต่ร้อนกับร้อน นั่นก็เป็นเพราะว่าพัดลมกำลังดูดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในบ้านยังไงล่ะ ซึ่งวิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียวแค่หันด้านหลังพัดลมออกนอกหน้าต่าง แล้วความร้อนภายในบ้านก็จะถูกถ่ายเทออกไป แต่ถ้าบ้านไหนใช้พัดลมเพดานก็แค่ตั้งระบบให้ใบพัดหมุนทวนเข็มนาฬิกาก็ช่วย ไล่ลมร้อนออกจากบ้านได้เหมือนกันค่ะ

5. แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง

          บางครั้งการนอนเปิดหน้าต่างเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีเท่าไร แต่ถ้าเรานำผ้าเปียกบิดหมาด ๆ มาแขวนไว้ที่หน้าต่างห้อง ลมจากภายนอกก็จะพัดพาไอเย็น ๆ จากผ้าเปียกเข้ามาภายในห้อง คราวนี้ต่อให้อากาศร้อนแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้เสียค่าไฟแพง ๆ อีกแล้ว 

6. วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม

          อาจจะดูเป็นวิธีสามัญไปหน่อยแต่ขอบอกเลยว่าได้ผลดีเกือบเทียบเท่าแอร์บ้านเลย ล่ะ ให้นำก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่มาใส่ถาดถาดขนาดพอเหมาะ วางไว้หน้าพัดลมในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลพัดลมจนเกินไป คราวนี้จากอากาศร้อน ๆ ภายในบ้านก็ถูกแทนที่ด้วยลมเย็น ๆ ตอนเปิดพัดลม แต่ความรู้สึกเหมือนนั่งให้ห้องแอร์เลยล่ะ

7. นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง

          สังเกตไหมว่าเวลาที่เราอยู่ในที่สาธารณะอัดแน่นไปด้วยผู้คน สถานที่แห่งนั้นจะร้อนอบอ่าวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะร่างกายแต่ละคนต่างก็มีความร้อนอยู่ในตัว และเมื่อมารวมตัวกันองศาความร้อนก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น เช่นเดียวกับการนอนเป็นคู่เพราะมันจะทำให้ความร้อนจากร่างกายถูกระบายออกมา 2 เท่า ฉะนั้นหากคืนไหนร้อน ๆ ก็นอนแยกกันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต่างคนต่างนอนสบายกายขึ้น

8. เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา

          การนอนหลับพักผ่อนไม่จำเป็นว่าจะต้องนอนบนเตียงหนา ๆ นุ่ม ๆ เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ตั่งไม้ หรือเตียงแบบโปร่งชนิดอื่น ๆ ก็สามารถประยุกต์มันมาเป็นที่นอนในช่วงที่อากาศร้อนได้เหมือนกัน เพราะเตียงนอนในลักษณะนี้มีรูระบายอากาศมากกว่าเตียงนอนเบาะหนา ๆ และการแกว่งเปญณวนก็ยังทำให้อากาศเคลื่อนไหวเกิดลมพัดเบา ๆ กำลังเย็นสบายในขณะที่คุณนอนด้วย 

9. เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่

          ถ้าการเปลี่ยนชุดเครื่องนอนไปเป็นผ้าคอตตอนยังเย็นไม่พอ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดนอนในช่วงหน้าร้อนให้กลายเป็นผ้าคอตตอนไปด้วยเลย รับรองว่าผ้าโปร่ง ๆ ระบายอากาศอย่างชุดนอนผ้าคอตตอนจะทำให้คุณนอนหลับสนิท แม้ในวันที่อากาศจะร้อนอบอ้าวที่สุดก็ตาม

10. อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย

          หลายคนคงปฏิเสธไม่ลงว่า เคยไม่อาบน้ำแล้วเข้านอนมาก่อน ถึงแม้คุณจะเหนื่อยจากการเดินทาง จากงาน หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็ต้องสละเวลาง่วงเพียงนิดเพื่อตั้งจิตไปอาบน้ำก่อนนอนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกได้แล้ว มันยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายส่งผลให้นอนหลับสบายได้อีกด้วย

11.  ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้

          คนที่ไม่กล้านอนปิดไฟอยู่ในความมืดก็ต้องขออภัยเพราะวิธีนี้ช่วยลดความร้อนได้ ดีจริง ๆ ค่ะ ขณะที่เรานอนเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ พลังงานความร้อนจากหลอดไฟและแสงไฟจะส่งผ่านมารบกวนการนอนทำให้นอนหลับได้ไม่ เต็มที่ แต่จะดีกว่าไหมถ้ายอมปิดไฟนอนเพื่อลดความร้อนในห้องลง

12. วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง

          หากคุณเป็นคนที่ขี้ร้อนจัดไม่ว่าจะลองวิธีไหนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล งั้นต้องไปแก้ร้อนที่ปลายเท้าด้วยการหาถังน้ำหรือกะละมังใส่น้ำในปริมาณที่ พอเหมาะมาวางไว้ปลายเตียง เมื่อไรที่รู้สึกร้อนจนนอนไม่ได้ก็แค่ลุกขึ้นมาแช่เท้าในถังน้ำให้เย็นสบาย วิธีนี้จะช่วยดูดเอาความร้อนจากร่างกายออกไปได้เยอะเลย

13. นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด

          ไม่ต้องอธิบายหลักวิทยาศาสตร์ให้ยุ่งยาก ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าความร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นแล้วความเย็นจะเข้ามาแทนที่ ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับการนอนหลับเห็นทีคงต้องเป็นชั้นล่างของบ้านแล้ว ล่ะ แต่ถ้าบ้านไหนมีแค่ชั้นเดียวแนะนำให้เลือกซื้อเบาะนอนบาง ๆ หรือปูผ้านอนกับพื้น แล้วความเย็นจากพื้นก็จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าคืนนี้ร้อนอบอ้าวอย่างที่ ผ่านมา

14. ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด

          ในยามค่ำคืนแห่งการพักผ่อนคงไม่มีใครลุกขึ้นมาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหรอกนะคะ ฉะนั้นก่อนจะเข้านอนทุกครั้งควรดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออก ให้หมด เพราะการที่คุณเสียบปลั๊กไฟค้างไฟก็เท่ากับว่าเครื่องยังทำงานและยังปล่อย ความร้อนออกมาอยู่ ดังนั้นการถอดปลั๊กจึงช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในบ้านลงได้ แถมสามารถช่วยลดค่าไฟ และเป็นการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้อีกต่างหาก 

15. ทำแอร์ใช้เอง

          ราคาแอร์ แต่ละเครื่องถูก ๆ ซะเมื่อไร แถมยังมีค่าติดตั้งอีก ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่มแล้ว มาทำแอร์ใช้เองกันเถอะ รับรองว่าลมเย็นไม่ต่างกันเลย แถมเจ้าแอร์ทำมือเครื่องนี้ยังช่วยประหยัดได้เยอะเลยด้วย

          ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

          แม้ชาวบ้านเขาจะบ่นว่าอากาศร้อนปรอทแตกแค่ไหน แต่ถ้าคุณได้ลองนำเอาทริคเด็ด ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าค่ำคืนแห่งการนอนหลับพักผ่อนของคุณจะเย็นสบายไร้ความร้อน รบกวนจนเพื่อนบ้านต้องมาขอเคล็ดลับกันอย่างไม่ขาดสายแน่นอน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก lifehack, greatist, instructables และ sleepjunkies

http://home.kapook.com/view137064.html

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

12 วิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ แม้ไม่ใช่ช่างก็ทำเองได้ !



      ท่อน้ำตันทำอย่างไร ? มาดูวิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ ไม่ต้องเรียกช่าง วิธีแก้ปัญหาน้ำตันด้วยน้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา โซดาไฟ และของใกล้ตัวที่ช่วยแก้ปัญหาท่อน้ำตันได้อย่างดีเยี่ยม

        หากกำลังประสบปัญหาท่อน้ำตัน อย่าเพิ่งกริ๊งกร๊างไปหาช่างซ่อม เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีแก้ปัญหาท่อน้ำตันง่าย ๆ มาบอกต่อ โดยวิธีแก้ไขท่อน้ำตันด้วยตัวเองและของใช้ในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา โซดาไฟ และของอื่น ๆ อีกมากมายที่อยู่ใกล้มือ อยากรู้ว่าท่อน้ำตันทำอย่างไร ? ก็ตามไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยจาก 12 วิธีแก้ไขปัญหาท่อน้ำตัน

1. ที่ปั๊มส้วมช่วยได้ในเบื้องต้น

          วิธีการแก้ไขเบื้องต้นปัญหาท่อน้ำอุดตันนั่นก็คือ การใช้ที่ปั๊มส้วม แต่จะให้ดีต้องปั๊มด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยการครอบที่ปั๊มลงไปที่ปากท่อ นำผ้าเปียกมาคลุมไว้รอบ ๆ ที่ปั๊มแล้วทำการปั๊มขึ้น-ลงประมาณ 6-10 ครั้ง เพื่อดึงเอาสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อขึ้นมา

2. น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา


          หากเกิดปัญหาท่อน้ำอุดตันแนะนำให้เทเบกกิ้งโซดาประมาณ ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ แล้วเทน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงตามลงไปและทิ้งไว้สักพัก จากนั้นให้ราดน้ำร้อนลงไปในท่อซ้ำอีกครั้ง

3. เบกกิ้งโซดาและเกลือ

          วิธีนี้คล้ายกับวิธีที่ 2 แต่เปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูเป็นเกลือ โดยเทเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ถ้วยตวงและเกลือ ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นเทน้ำร้อนลงไปในท่ออีก 2 ถ้วยตวง

4. ไม้แขวนเสื้อใช้ทะลวงท่อ

          หากเราสามารถมองเห็นเศษขยะที่อุดตันอยู่ในท่อได้ ให้นำไม้แขวนเสื้อมาคลายออกให้เป็นลวดยาว ๆ งอปลายขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำเป็นหัวตะขอเกี่ยว จากนั้นนำลวดด้านที่มีหัวเกี่ยวหย่อนลงไปในท่อเพื่อเกี่ยวเศษขยะที่อุดตันท่อขึ้นมา

5. เครื่องดูดฝุ่น ดูดหมดทุกสิ่งอุดตัน

          ถ้าที่บ้านมีเครื่องดูดฝุ่นที่สามารถใช้ทำงานได้ทั้งพื้นที่เปียกและพื้นที่แห้ง แนะนำให้เปิดระบบการทำงานเครื่องดูดฝุ่นให้เป็นแบบเปียก จากนั้นเปิดน้ำหล่อท่อเอาไว้แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นจ่อลงไปที่ปากท่อ แล้วดูดสิ่งอุดตันท่อออกมาให้หมด

6. โซดาไฟ กัดคราบสกปรกให้หลุดออกจากท่อน้ำ

          วิธีนี้ควรใช้แก้ปัญหาส้วมอุดตันเท่านั้นและควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันด้วย ได้แก่ ถุงมือยาง แว่นป้องกันสายตา และหน้ากากอนามัย แล้วก็ลงมือผสมโดยการเทน้ำเย็นลงในถังประมาณ ¾ แกลลอน ตามด้วยโซดาไฟอีก 3 ถ้วยตวง ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน เมื่อเกิดฟองฟู่และไอร้อนก็รีบเทลงในชักโครก ทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วค่อยเทน้ำต้มเดือดราดลงไป

7. น้ำยาล้างจาน ล้างคราบไขมันให้หายเกลี้ยง

          แม้การใช้น้ำยาล้างจานอาจจะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างเบาแต่กลับได้ผลเกินคาด โดยเทน้ำยาล้างจานลงไปในท่อประมาณ ¼ ถ้วยตวง แล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด น้ำยาล้างจานจะลงไปกัดคราบไขมันให้หลุดออกจากท่อ แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้สวมถุงมือยาง แล้วล้วงมือลงไปดึงเศษขยะที่ติดอยู่ออกมา ก็จะช่วยแก้ปัญหาท่ออุดตันได้ดีกว่า

8. ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาด

          หากท่อน้ำทิ้งที่อ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจานเกิดอุดตันแบบขั้นหนัก แนะนำให้ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาดเลยจะดีกว่า ก่อนอื่นปิดวาล์วน้ำให้น้ำหยุดไหล แล้วนำถาดมารองไว้ใต้ท่อน้ำด้านล่าง จากนั้นค่อย ๆ ถอดท่อน้ำข้อต่อระหว่างอ่างกับผนังออกมาทีละส่วน แล้วใช้แปรงสีฟันขัดถูทำความสะอาดสิ่งอุดตันออกให้หมด จากนั้นนำที่ปิดน้ำตรงปากท่อน้ำทิ้งออกมาทำความสะอาด แล้วจัดการต่อท่อกลับไปให้เหมือนเดิม

9. น้ำส้มสายชูและเกลือ

          อีกหนึ่งสูตรช่วยกำจัดสิ่งอุดตันท่อแบบไร้สารพิษทำลายล้างท่อน้ำ โดยเทเกลือขนาด ½ ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดาอีก ½ ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูอีก ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อน้ำ แล้วทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นเทน้ำต้มเดือดตามลงไปเพื่อล้างคราบไขมันที่ติดอยู่ในท่อและกำจัดสิ่งสกปรกให้หมดไป

10. ผลิตภัณฑ์เอนไซม์ แบบไม่ทำลายท่อน้ำ

          ผลิตภัณฑ์น้ำเอนไซม์มีวางขายตามห้างร้านทั่วไป หากจะนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดท่ออุดตันแนะนำให้เลือกเอนไซม์ชนิดที่เป็นออแกนิกส์ เพราะไม่ทำลายพื้นผิวของท่อน้ำ อ่านและทำตามฉลากด้านข้างขวดอย่างเคร่งครัด จากนั้นก็ปล่อยให้เอนไซม์ทำงานโดยการทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งในตอนเช้า

11. สายทะลวงท่อน้ำอุดตัน

          ไม่อยากเสียเวลากับการแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตันเราแนะนำให้ลองใช้สปริงทะลวงท่อ หรือที่เรียกกันว่างูเหล็ก สอดเข้าไปในท่อที่อุดตัน เมื่อเจอกับสิ่งที่อุดตันท่อแล้ว ก็ใช้งูเหล็กทะลวงเข้าไปพร้อมกับเปิดน้ำทิ้งหรือกดชักโครกไล่สิ่งอุดตันตาม ไปด้วย

12. น้ำยาฟอกผ้าขาว ใช้กับท่อน้ำก็ได้

          ใครว่าน้ำยาฟอกผ้าขาวใช้ได้กับผ้าเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ช่วยทะลวงท่อน้ำอุดตันได้เช่นกัน เริ่มจากถอดตัวกรองน้ำที่ปากท่อออกก่อน แล้วเทน้ำยาฟอกผ้าขาวประมาณ 1 ถ้วยตวงลงไป ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที เปิดน้ำให้ไหลงไปในท่อ หากว่าน้ำในท่อค่อย ๆ ลดระดับลง ก็เป็นอันว่าสิ่งที่อุดตันท่อหลุดออกไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ทำความสะอาดท่อตามปกติได้เลย

          ปัญหาท่อน้ำอุดตันเกิดขึ้นได้กับทุกบ้านและถ้าหากเราปล่อยเอาไว้มันจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบท่อน้ำในบ้าน ดังนั้นเมื่อเจอปัญหาท่อน้ำอุดตันที่ไหนก็อย่าลืมนำเอาวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Katmckee, Ncleaningtips, Wikihow, Wisebread และ Wonderhowto
http://home.kapook.com/view144575.html

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

10 วิธีลดใช้แอร์หน้าร้อน แต่บ้านยังเย็นสบายไม่เปลี่ยน

 

         การเปิดแอร์ในหน้าร้อนทำให้ค่าไฟ ยิ่งพุ่งกระฉูด แต่ถ้าไม่เปิดก็คงจะอยู่บ้านไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูวิธีประหยัดไฟ โดยการลดการใช้แอร์แต่อากาศภายในบ้านก็ยังเย็นสบายไปพร้อม ๆ กันค่ะ

          หน้าร้อนทีไรเหงื่อแตกทุกที โดยเฉพาะตอนบิลค่าไฟมาตอนสิ้นเดือน เพราะแพงกว่าค่าไฟปกติหลายพันนัก แต่ถ้าไม่เปิดแอร์ก็คงอยู่ไม่ได้ใช่ไหมละคะ ดังนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำ 10 วิธีลดใช้แอร์ใน หน้าร้อน แต่อากาศภายในบ้านยังเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์ตามปกติมาฝากกัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ และหมดกังวลเรื่องค่าไฟที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนเสียที 


1. เพิ่มอุณหภูมิแอร์ตอนกลางคืน

          เพราะในตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ไม่มีแสงแดด ฉะนั้นอากาศก็ร้อนน้อยลงกว่าช่วงกลางวันระดับหนึ่ง การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1 องศาในช่วงที่คุณนอนหลับหรือก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% เลยทีเดียว


2. เปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย

          การเปิดพัดลมควบคู่ไปกับการเปิดแอร์นั้นสิ้นเปลืองน้อยกว่าการเปิดแอร์อย่าง เดียวนะรู้หรือเปล่า ? โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 27-28 องศา แล้วเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย พัดลมก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก 2-3 องศา คราวนี้อากาศในบ้านก็จะเย็นสบายกำลังดีแบบไม่เปลืองไฟ   


3. ควบคุมชั่วโมงแอร์

          ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเสียขนาดนี้ ปิดแอร์แป๊บเดียวก็กลับมาร้อนเหมือนเดิมแน่ ๆ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าหากจะให้ควบคุมชั่วโมงเปิดแอร์ตอนกลางวัน ฉะนั้นหากอยากประหยัดค่าไฟแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในตอนกลางคืน โดยตั้งเวลาปิดแอร์ช่วงตี 2 หรือตี 3 ส่วนก่อนนอนให้เปิดพัดลมทิ้งไว้ด้วย จะได้ไม่ตื่นกลางดึกเพราะต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์


4. ปิดไฟแล้วเปิดม่านแทน

          นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน อีกทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วย ฉะนั้นในตอนกลางวันแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเปิดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเปิดหน้าต่างหรือเปิดแค่ผ้าม่านแทน เพื่อให้บ้านสว่างขึ้นแต่ร้อนน้อยลง 

 
5. เปิดพัดลมก่อนเปิดแอร์

          หากกลับถึงบ้านแล้วเปิดแอร์เลย ในขณะที่ปนังยังร้อนอยู่ก็ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟเพราะทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นก่อนจะเปิดแอร์ควรเปิดพัดลมไล่ลมร้อนออกไปก่อนสักพัก แล้วค่อยเปิดแอร์ตามทีหลัง


6. ใช้เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่

          เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่จะทำความเย็นเฉพาะจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะต่างจากแอร์ตัวใหญ่ที่มีระบบการทำงานแบบกระจายความเย็นทั้งห้อง ทั้งยังใช้ไฟน้อยกว่าแอร์ถึง 50% เลยนะจะบอกให้ 


7. ไม่นำความชื้นเข้าห้อง

          แอร์ใช้พลังงานในการทำความเย็น 30% และอีก 70% เป็นพลังงานสำหรับจำกัดความชื้น 
ทำให้อากาศในห้องแห้ง ฉะนั้นควรเลี่ยงนำสิ่งของที่มีความชื้นเข้าห้อง เช่น ต้นไม้ หรือผ้าเปียก เป็นต้น


8. ไม่นำของร้อนเข้าห้อง

          อุปกรณ์หรือเครื่องครัวต่าง ๆ ที่ทำความร้อน เช่น กระทะไฟฟ้า หม้อต้มสุกี้ ไม่ควรนำมาประกอบอาหารในห้องแอร์ เพราะความร้อนในห้องนั้น ๆ จะสูงขึ้นและทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นจึงควรประกอบอาหารให้เสร็จในครัวหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ดีกว่า


9. ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท

          ก่อนจะเปิดแอร์ควรปิดประตูและหน้าต่างในห้องให้สนิท แต่ถ้ามั่นใจว่าปิดดีแล้ว แต่ยังรู้สึกสงสัยว่าทำไมค่าไฟยังแพงอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะว่ามีจุดรั่วไหลของแอร์ตามช่องใต้ประตูหรือซอกหน้าต่าง ฉะนั้นควรรีบสำรวจแล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นซะให้เรียบร้อย 


10. ล้างแอร์

          เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แม้จะลดอุณหภูมิแอร์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเย็น เหตุก็เพราะฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เข้าไปในแอร์ก็สะสมมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดแอร์ก็จะทำงานหนักขึ้น เป็นเหตุให้กินไฟมากขึ้นไปด้วย ฉะนั้นอย่าลืมล้างแอร์กันเป็นประจำด้วยนะคะ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก apartmenttherapy และ nea member benefits
http://home.kapook.com/view144161.html


วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็ทำตามได้ใน 5 ขั้นตอน

วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ให้แอร์กลับมาเย็นฉ่ำ เปิดใช้เมื่อไรก็ชื่นใจทุกครั้ง วิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็สามารถทำตามได้ไม่ต้องเรียกช่างให้เสียเวลา


            แอร์คอนดิชันเนอร์หรือเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในบ้านนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว เพราะอากาศบ้านเรานั้นร้อนเสียยิ่งกว่าอะไร แต่เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แอร์ก็ไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเกาะ อีกทั้งยังทำให้กินไฟมากกว่าปกติ แถมทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเองมาฝาก เป็นวิธีล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง 5 ขั้นตอนสั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ทำตามได้ทั้งนั้น 


อุปกรณ์

         - แปรงสีฟัน
         - สเปรย์โฟมล้างแอร์

ขั้นตอนการล้างแอร์


1.  ตัดไฟที่เบรกเกอร์ให้ก่อน จากนั้นยกฝาครอบด้านหน้าแอร์แล้วถอดแอร์ฟิลเตอร์ออก


2.  นำแอร์ฟิลเตอร์ไปล้าง โดยเปิดน้ำเบา ๆ ไหลผ่านพร้อมกับใช้มือหรือแปรงสีฟันถูเบา ๆ แล้วนำไปผึ่งไว้ให้แห้ง


3.  ระหว่างที่รอแอร์ฟิลเตอร์แห้ง ก็กลับมาดูดฝุ่นบริเวณแผ่นคอลย์เย็น แล้วฉีดสเปรย์โฟมล้างแอร์ให้ทั่วคอลย์เย็น ทิ้งไว้ 20 -30 นาที


4.  เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ประกอบแอร์ฟิลเตอร์เข้าที่เดิมง


5.  ปิดฝาครอบด้านหน้าลง เปิดแอร์โหมดพัดลมไว้ที่ 24 องศา ทิ้งไว้ 45–60 นาที เพื่อทำความสะอาดคอลย์เย็น

           วิธีนี้เป็นแค่การทำความสะอาดเบื้องต้นเท่านั้น สำหรับการเติมน้ำยาแอร์ ไม่ควรทำเองเพราะต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้เรียกช่างมาทำให้นะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikihow และ The Mr McKenic® Channel
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ The Mr McKenic® Channel สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
http://home.kapook.com/view143805.html


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

12 สูตรขจัดคราบดำในร่องยาแนว ให้กลับมาขาววิ้งเหมือนใหม่ !


สูตรทำความสะอาดยาแนวกระเบื้อง เปลี่ยนร่องยาแนวดำ ๆ ให้ขาวเหมือนใหม่ ด้วยส่วนผสมใกล้ตัวที่สามารถหาได้จากในบ้าน ตามไปดูสูตรทำความสะอาดยาแนวกระเบื้องที่เรานำมาฝากกันเลยค่ะ

        คราบสกปรกบนร่องยาแนวกระเบื้องเป็นเรื่องที่ยากจะจัดการ แต่หลังจากนี้มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็ทำเองได้ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมเอาสูตรทำความสะอาดยาแนวกระเบื้องที่จัด ว่าเด็ดมาฝากกันค่ะ รับรองว่าทั้งสะดวก ประหยัด และปลอดภัย เหมาะกับกระเบื้องหลากหลายรูปแบบ แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมรีบไปดูกันเลยดีกว่า

1. สูตรไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

        สูตรนี้เป็นการทำความสะอาดยาแนวแบบฆ่าเชื้อโรคร้ายให้ตายสนิทด้วยส่วนผสมของ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วนำไปขัดพื้นกระเบื้องโดยเฉพาะร่องยาแนวดำ ๆ ให้หลุดหายไป เหลือไว้แต่ร่องขาวสะอาดเดินแล้วสบายเท้า

2. สูตรผงซักฟอก


        สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมที่ยากเย็นอะไรเลยแค่นำเบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำยาซักผ้า ¼ ถ้วยตวง แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันจนมีลักษณะคล้ายเนื้อสครับ จากนั้นนำไปป้ายตามร่องยาแนวกระเบื้องทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วใช้แปรงสีฟันเก่าขัดให้สะอาด ทิ้งไว้อีก 5-10 นาที ใช้ผ้าหนา ๆ เช็ดออกเราก็จะได้พื้นสะอาดดังเดิมกลับคืนมา ที่สำคัญตอนลงมือทำความสะอาดควรใส่ถุงมือ แว่นตา และเปิดประตูกับหน้าต่างเพื่อระบายอากาศด้วยนะคะ

3. สูตรไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (ปกป้องรอยดำที่อาจเกิดขึ้นใหม่)

        หากคราบบนร่องยาแนวมันดูน่ากลัวเกินเยียวยา ลองหันมาใช้สูตรผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ½ ถ้วยตวง น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อีก ¼ ถ้วยตวง นำไปทาตามร่องยาแนวที่สกปรกทั้งหมดแล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้ฟองน้ำอย่างหนาขัดและเช็ดออกให้เกลี้ยง ล้างน้ำอีกรอบให้สะอาด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดรอยดำใหม่แนะนำให้ผสมน้ำเปล่ากับน้ำส้มสายชูใน อัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน เทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นลงตามร่องกระเบื้องหลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รอยดำก็จะไม่กล้ามาฝังตัวตามร่องอีกต่อไป

4. สูตรน้ำส้มสายชูเจือจาง

        ต้องขอบอกก่อนเลยว่าถ้ากระเบื้องที่บ้านของคุณเป็นแบบหินอ่อนและหินแกรนิต ไม่แนะนำให้ใช้สูตรนี้เด็ดขาดเพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์รุนแรงในการกัดกร่อน แต่ถ้าเป็นกระเบื้องธรรมดาก็ให้ลงมือผสมน้ำเปล่า 1 ส่วนกับน้ำสายชู 2 ส่วนเพื่อเจือจางให้ฤทธิ์อ่อนลง จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดไปตามร่องยาแนว ทิ้งไว้ 15 นาที ใช้ฟองน้ำบิดน้ำหมาด ๆ ซับออกให้เกลี้ยง นำเบกกิ้งโซดาโรยบนพื้นอีกครั้งเพื่อดูดสารตกค้างจากน้ำส้มสายชูให้หมด แล้วใช้แปรงขัดออกอย่างเบามือพร้อมกับชำระล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งก็เรียบ ร้อย 

5. สูตรผงฟอกผ้าขาว

        ผงฟอกผ้าขาวเป็นผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและเหมาะกับการทำความสะอาดกระเบื้องแบบ ธรรมดาไปยันหินอ่อนราคาแพง ด้วยวิธีการผสมผงฟอกผ้าขาวกับน้ำอุ่นให้เข้ากัน เทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นลงบนพื้นกระเบื้องและร่องยาแนวสกปรก ทิ้งไว้ 30 นาที หลังจากนั้นให้ใช้แปรงหัวไนลอนขัดออกให้สะอาดและทิ้งไว้อีก 30 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

6. สูตรผสมน้ำมะนาวขจัดคราบแบบไร้สารเคมี

        สูตรนี้เหมาะกับการทำความสะอาดยาแนวกระเบื้องในพื้นที่กว้าง ซึ่งส่วนผสมมีดังนี้ น้ำเปล่า 7 ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย และน้ำมะนาว 1/3 ถ้วยตวง นำส่วนผสมทั้งหมดมาเทรวมกันแล้วคนให้เป็นเนื้อเดียว ใช้แปรงสีฟันเก่าหรือแปรงขัดทั่วไปจุ่มส่วนผสมข้างต้นแล้วขัดลงบนคราบยาแนว ทิ้งไว้สักพัก ใช้ผ้าสะอาด ๆ เช็ดออกให้เกลี้ยง และใช้ไม้ถูพื้นเช็ดตามอีกรอบ 

7. สูตรโรยเบกกิ้งโซดาและฉีดพ่นด้วยน้ำส้มสายชู

        เริ่มจากโรยเบกกิ้งโซดาลงไปตามร่องยาแนว จากนั้นฉีดพ่นน้ำส้มสายชูทับลงไปอีกครั้งและรอให้มันทำปฏิกิริยาจนกลายเป็น ฟอง จากนั้นป้ายส่วนผสมลงบนร่องยาแนวก่อนขัดให้สะอาด เสร็จแล้วก็ใช้แปรงสะอาดไปจุ่มน้ำกลับมาขัดร่องยาแนวซ้ำอีกครั้ง เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำหรือใช้ไม้ถูพื้นทำความสะอาดตามอีกครั้ง

8. สูตรสำลีชุบน้ำผสมผงฟอกผ้าขาว

        สำหรับราดำเฉพาะจุดสามารถกำจัดออกได้ โดยนำการนำผงฟอกผ้าขาวมาละลายน้ำให้เจือจาง จากนั้นใช้สำลีชุบจนชุ่มแล้วปิดทับลงไปบนร่องราดำนั้น ๆ ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด คราบราดำนั้นก็จะหายวับไปกับตา

9. สูตรบอแรกซ์

        กำจัดคราบยาแนวกระเบื้องได้โดยผสมน้ำ 1 ส่วน ผงบอแรกซ์ 1 ส่วน และเบกกิ้งโซดา 2 ส่วน จากนั้นป้ายส่วนผสมลงบนร่องยาแนวกระเบื้อง แล้วใช้แปรงขัดไปตามร่องยาแนวให้สะอาด ล้างออกด้วยน้ำเปล่าและใช้ผ้าเช็ดให้แห้งก็เป็นอันเรียบร้อย

10.  สูตรแอมโมเนีย

        สูตรแอมโมเนียจะคล้ายกับสูตรน้ำมะนาว ซึ่งเราจะใช้ส่วนผสมของแอมโมเนียแทนน้ำมะนาวในปริมาณ ¼ ถ้วยตวง ผสมกับเบกกิ้งโซดา ¼ ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู 1/8 ถ้วยตวง และน้ำอุ่นประมาณ 3 ถ้วยตวง คนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงไปบนร่องยาแนวกระเบื้อง ขัดคราบออกด้วยแปรง ใช้ผ้าหมาด ๆ ชุบน้ำเช็ดออกให้เกลี้ยง ยาแนวกระเบื้องก็จะกลับมาสะอาดเหมือนเดิม

11.  สูตรผงสบู่กำจัดคราบอ่อนโยน

        เป็นการ DIY สูตรทำความสะอาดยาแนวกระเบื้องแบบอ่อนโยน เริ่มจากการนำสบู่สูตรอ่อนโยนหรือสูตรธรรมชาติมาขูดฝอยให้ได้ประมาณ ½ ถ้วยตวง ผสมกับเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง และน้ำมันหอมระเหย 15-20 หยด แล้วนำไปปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่ขวดโรยเพื่อโรยไปตามร่องยาแนวแล้วใช้ฟองน้ำชุบน้ำบิดหมาด ๆ ขัดตามร่อง ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาดในขั้นตอนสุดท้าย

12. สูตรแอลกอฮอล์

        หากพบราดำบนร่องกระเบื้องเฉพาะจุดหรือพื้นที่เล็ก ๆ แนะนำให้เทแอลกอฮอล์ลงในขวดสเปรย์ แล้วพ่นลงบนคราบราดำโดยตรง ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด คราบก็จะหายไป

        อย่าปล่อยให้ร่องยาแนวกระเบื้องบ้านคุณทำให้ขายหน้าแขกที่มาเยี่ยมบ้านเด็ดขาด ลองเลือกสูตรทำความสะอาดร่องยาแนวในห้องน้ำให้กลับมาขาวจั๊วะเหมือนห้องน้ำ ใหม่กันดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก mycleaningsolutions, practicallyfunctional, familylifegoals, เฟซบุ๊ก Gathered In The Kitchen, makinglemonadeblog, thecraftpatchblog, soaringthroughsecond, JanuaryBride, diynatural และ hubpages

http://home.kapook.com/view142255.html

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กำจัดรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ให้หายวับ ด้วยเทคนิคง้าย...ง่าย !


        พื้นไม้เป็นรอยขีดข่วนจากการเลื่อนของหนัก ๆ ถ้าอย่างนั้นมาดูวิธีซ่อมแซมรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เลยค่ะ

         พื้นไม้สวย ๆ ที่บ้านมีอันต้องเสียหาย เพราะดันเผลอลากเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ โดยไม่ระมัดระวัง แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งยกหูโทรศัพท์ตามช่างให้มาเปลี่ยนพื้นไม้แผ่นใหม่ให้ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีซ่อมแซมรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ จากเว็บไซต์ wikiHow มาฝาก รับรองเลยว่าทำง่าย ได้ผลจริง แถมยังช่วยประหยัดสตางค์ได้เยอะเชียวล่ะ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันดีกว่า


ประเมินความลึกของรอย

         อันดับแรกให้สำรวจความลึกของรอยก่อน หากรอยลึกมากหรือสูญเสียเนื้อไม้ คงต้องเรียกช่างมาเปลี่ยนพื้นไม้แผ่นใหม่จริง ๆ แต่หากรอยไม่ลึกก็สามารถซ่อมแซมด้วยตนเองได้ ด้วยวิธีการที่นำมาฝากดังต่อไปนี้


ซ่อมแซมรอยขีดข่วนที่ไม่ลึกมาก



ทำความสะอาดพื้นก่อน

         เช็ดทำความสะอาดพื้นด้วยผ้าชื้น และทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนที่จะเริ่มซ่อมแซม



ปกปิดรอยขีดข่วน

         ปกปิดร่องรอยต่าง ๆ ให้แนบเนียน โดยใช้ปากกาเมจิกแบบลบออกไม่ได้สีใกล้เคียงกับพื้น ระบายลงบนรอย หรือใช้คอตตอนบัดจุ่มสีย้อมไม้แต้มบนรอยชำรุดก็ได้



เกลี่ยสีให้เข้ากัน

         ใช้ผ้าสะอาดถูวนเป็นวงกลมเพื่อเกลี่ยสีให้กลมกลืนกับพื้นไม้

         แต่หากประเมินแล้วรอยขีดข่วนลึกกว่าที่คิด ซึ่งวิธีแรกคงเอาไม่อยู่ ก็ต้องมาดูวิธีนี้เลย

ซ่อมแซมรอยขีดข่วนแบบลึก



ขัดพื้นให้เรียบ

         โดยใช้กระดาษทรายเนื้อละเอียด ขัดตามแนวไม้หรือจะวนเป็นวงกลมก็ได้ โดยขัดให้กว้างกว่ารอยประมาณ 2 นิ้ว



ทำความสะอาดเศษผง

         ใช้ผ้าชื้นเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงจากการขัดให้สะอาด



ปกปิดร่องรอย

         ใช้แปรงทาสีคุณภาพดีแตะสีย้อมไม้ แล้วค่อย ๆ ระบายลงบนตำแหน่งที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้ผ้าแห้งถูวนเบา ๆ เพื่อเกลี่ยสีให้เข้าไปในพื้นไม้ และแต้มสีซ้ำจนกว่าพื้นไม้จะดูกลมกลืนจนไม่เห็นรอยจ้า

         ลองเลือกวิธีที่เหมาะสมกับรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ที่บ้าน แต่หากทำตามแล้วยังเหลือรอยไว้ให้ดูต่างหน้า ก็อาจต้องโทรเรียกช่างให้มาซ่อมแซมหรือเปลี่ยนไม้แผ่นใหม่ให้แล้วล่ะ ทางที่ดีเลื่อนเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ คราวหน้า ควรหาผ้าขนหนูหนา ๆ มารองไว้ก่อนเริ่มปฏิบัติการ พื้นไม้จะได้ไม่เป็นรอยจนต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่นั่นเองจ้า


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก wikiHow

http://home.kapook.com/view119571.html