วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

8 วิธีตรวจเช็คก่อนตัดสินใจเปลี่ยนหลังคาใหม่


        เป็นเรื่องธรรมดาที่วัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการสร้างบ้านล้วนเสื่อมสภาพไปตามเวลา ของบางอย่างสามารถยื้อเวลาการซ่อมออกไป แต่ของบางอย่างควรรีบซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่น เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะหลังคาส่วนบนสุดของบ้าน ที่คอยปกป้องสมาชิกภายในบ้านจากแสงแดด ลม และฝน ทั้งนี้ ด้วยความสูงของมันอาจทำให้หลาย ๆ คนไม่ได้สังเกตความผิดปกติบนหลังคา หรืออาจจะยังไม่ทราบว่าควรเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาเมื่อไหร่ ในวันนี้เรามีคำตอบเหล่านี้มาฝากกัน

          วัสดุสำหรับหลังคาบ้านแตกต่างออกไปหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น หลังคาไม้ซีดาร์ กระเบื้อง คอนกรีต เมทัลชีต หรืออื่น ๆ แต่ละแบบมีระยะอายุการใช้งานไม่เหมือนกัน ถ้าหากเป็นหลังคาไม้ไม่ว่าจะเป็นไม้อะไรก็ตาม มีระยะการใช้งานสูงสุดประมาณ 20 ปี หลังคาประเภทนี้อาจต้องดูแลกันเป็นพิเศษ และอาจต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมกันค่อนข้างบ่อย

          หากเป็นหลังคาแบบกระเบื้องจะมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน แต่อาจต้องหมั่นตรวจสอบรอยแตกร้าวกันสักหน่อย สำหรับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบ้านอาจใช้หลังคาแบบเมทัลชีทหรือคอนกรีต เพราะไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามาก และมีอายุการใช้งานนานกว่าสองแบบแรก ทีนี้เราลองมาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้คุณควรเปลี่ยนหลังคา มีอะไรบ้าง

           1. เมื่อพบว่าท้องหลังคาภายในบ้านของคุณมีรอยบุ๋ม หรือท้องหลังคาหย่อนคล้อยลงมา เพราะโดยปกติแล้วท้องหลังคาควรเรียบเสมอกันทั้งหมด

           2. ในกรณีที่พบว่าหลังคามีรอยน้ำรั่ว หรือมีรูเล็ก ๆ ที่แสงสามารถส่องผ่านลงมายังภายในบ้านของคุณได้ 

           3. มีรอยจุดด่างดำ รอยเปื้อน หรือสีผิดปกติไปจากสีเดิมของวัสดุ

           4. พบเห็นรอยแตกร้าว มีรอยเลื่อนบนหลังคา หรือมีชิ้นส่วนในการประกอบหลังคาหายไป

           5. พบชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบหลังคาตกหล่น อยู่ในท่อน้ำ ช่องลม หรือบริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

           6. มีเศษซากของหลังคาบางส่วนตกหล่นลงมา หรือมีบางส่วนของหลังคาหลุดลอกออกมา

           7. หมั่นสังเกตรอยด่างดำ เศษซากสกปรกต่าง ๆ เพราะนั่นแสดงว่าหลังคาของคุณเกิดรอยรั่วที่ทำให้น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ สิ่งที่มากับน้ำนอกจากความชื้นแล้วคือ เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสต่าง ๆ ที่สามารถก่อตัวได้ภายใน 24 - 48 ชั่วโมงเท่านั้น

           8. ตรวจสอบระบบการระบายน้ำของหลังคา ว่าทางระบายน้ำอยู่สภาพปกติหรือไม่ เพราะเศษซากแตกหักของทางระบายน้ำ อาจทำให้หลังคาเกิดรอยแตกหัก หรือรอยรั่วได้

          นอกจากนี้หากหลังคาบ้านของคุณมีอายุการใช้งานนานกว่า 15 - 20 ปีแล้ว ให้เปลี่ยนหลังคาใหม่ได้เลยทันที เพราะหลังคาอาจเก่าเกินกำลังที่ซ่อมแซมได้แล้ว ทั้งนี้การเปลี่ยนหลังคา ใหม่นอกจากจะช่วยให้บ้านของคุณดูดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องบ้านของคุณจากสภาพอากาศต่าง ๆ ได้ด้วย หลังจากทราบวิธีตรวจเช็กหลังคาแล้ว อย่าลืมไปสังเกตหลังคาบ้านของคุณกันด้วยนะคะ



http://home.kapook.com/view54350.html
เครดิตภาพ  http://pt-wfd.eu/knowing-roof.shtml

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตู้เย็นไม่เย็น ทำไงดี วิธีแก้ปัญหาตู้เย็นไม่เย็น


          ตู้เย็นเป็นเครื่องครัวที่มี ความสำคัญมากถึงมากที่สุด เพราะช่วยรักษาความเย็น และยืดอายุอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น แต่หากวันหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าตู้เย็นไม่เย็นขึ้นมาเมื่อไร เราก็คงเริ่มร้อนใจตามไปด้วย แช่อะไรไว้ในตู้เย็นได้ไม่นานก็คงพากันบูดซะหมดแน่ แถมเครื่องดื่มที่แช่ไว้ก็ไม่เย็นชื่นใจอย่างที่ควร ดังนั้นถ้าใครอยากรู้ว่า ตู้เย็นไม่เย็นเกิดจากอะไร, ตู้เย็นไม่เย็น ทำไงดี วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหาตู้เย็นไม่เย็น มาฝากกันค่ะ


 เคลียร์ตู้เย็นให้โล่ง

           ขั้นแรกลองเปิดตู้เย็นสำรวจดูสิว่ามีของอะไรอัดกันแน่นอยู่ในนั้นบ้าง เพราะข้าวของที่เต็มตู้จนจะทะลักออกมานี่ล่ะค่ะ เป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ตู้เย็นไม่เย็นเอาซะเลย หนำซ้ำยังจะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น เปลืองไฟโดยใช่เหตุอีกต่างหาก รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบเคลียร์ของในตู้เย็นให้โล่งขึ้นดีกว่า อะไรที่ใกล้เสีย หรือไม่จำเป็นก็เอาออกไปให้หมด ตู้เย็นจะได้กลับมาเป็นปกติ

 ละลายน้ำแข็ง

           ยอมรับมาซะดี ๆ เถอะค่ะ ว่าคุณไม่ค่อยได้ใส่ใจตู้เย็นจนปล่อยให้ในช่องทำน้ำแข็งมีก้อนน้ำแข็งหนา เตอะใช่หรือเปล่า และนั่นเป็นสาเหตุให้ตู้เย็นทำงานได้ไม่สะดวก จนเกิดไม่เย็นขึ้นมาซะดื้อ ๆ เมื่อรู้แล้วว่าสาเหตุตู้เย็นไม่เย็นอาจเกิดจากก้อนน้ำแข็ง คงจะดีกว่าถ้าจะกดละลายน้ำแข็งบ้าง เพื่อลดภาระให้ตู้เย็นไม่ต้องทำงานหนักเท่าที่ควร ประหยัดทั้งไฟ และทำให้ตู้เย็นทำความเย็นได้ดีขึ้นด้วย

 ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม

           ถ้ารู้สึกว่าทำไม ตู้เย็นไม่เย็น ทั้ง ๆ ที่ก็เคลียร์ของและลายน้ำแข็งเรียบร้อยแล้ว ก็ลองเช็กที่ตัวปรับอุณหภูมิในตู้เย็นดู เพระไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะเผลอเอามือไปปัดโดนตอนควานหาของในตู้เย็นก็เป็น ได้ แนะนำให้ปรับระดับความเย็นให้อยู่ในช่วงกึ่งกลางของระดับที่ตู้เย็นมีให้ บางครั้งเราอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปก็ได้นะ

 เปลี่ยนยางขอบประตูตู้เย็น

           ถ้าทุกสาเหตุที่ว่ามายังไม่ใช่คำตอบของปัญหาตู้เย็นไม่เย็น ทีนี้คงต้องมาสังเกตขอบประตูตู้เย็นกันแล้วล่ะ ว่ายังมีสภาพการใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า หรือเริ่มเสื่อมและปิดไม่ค่อยแน่น ซึ่งหากพบว่ายางขอบประตูตู้เย็นเสื่อม ก็ต้องรีบซื้อมาเปลี่ยนโดยด่วนเลยค่ะ ซึ่งก็สามารถหาซื้อยางอันใหม่มาเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ ราคาก็ประมาณ 400 บาทเท่านั้น

 เปลี่ยนพัดลมระบายอากาศ

           ตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาตู้เย็นไม่เย็น ก็คือพัดลมระบายอากาศ ที่เป็นตัวระบายความร้อน และส่งความเย็นให้กระจายไปรอบ ๆ ตู้เย็น ซึ่งถ้าหากขัดข้องก็จะทำให้ตู้เย็นทำงานได้ไม่เป็นปกติ ทำให้ตู้เย็นไม่เย็นได้ ดังนั้นถ้าหากสงสัย ให้คุณลองทดสอบพัดลมระบายอากาศของตู้เย็นที่อยู่ด้านหลังช่องแช่แข็ง ด้วยการกดละลายน้ำแข็งก่อน เพื่อกำจัดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่ใบพัด แต่ถ้าละลายน้ำแข็งแล้วใบพัดยังไม่หมุน ก็คงต้องหาพัดลมระบายอากาศมาเปลี่ยนแล้วล่ะ อย่าลืมดูรุ่นของพัดลมให้ถูกต้องด้วย เมื่อได้มาแล้วก็จัดการเปลี่ยนได้เลยค่ะ โดยถอดปลั๊กตู้เย็นออก หรือสับสวิตช์ไฟได้ยิ่งดี แล้วถอดพัดลมอันเก่าออก จากนำพัดลมอันใหม่มาใส่แทน เสร็จแล้วก็เสียบปลั๊กตู้เย็นดูสิว่าทำงานปกติหรือไม่

 ตั้งตู้เย็นบนพื้นเรียบเสมอกัน

           การตั้งตู้เย็นบนพื้นที่ไม่เสมอกันดูเหมือนจะเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่เชื่อไหมคะว่าสามารถเป็นสาเหตุตู้เย็นไม่เย็นได้เช่นกัน เนื่องจากหากตู้เย็นวางบนพื้นที่ไม่เรียบ ประตูตู้เย็นก็มีโอกาสจะปิดไม่สนิทจนทำให้ความเย็นระเหยออกมาจนตู้เย็นไม่ เย็นได้ ดังนั้นลองสำรวจพื้นด้านล่างดูสักหน่อยก็ดี ว่าตู้เย็นตั้งอยู่บนพื้นที่เรียบเสมอกันอยู่หรือเปล่า ถ้าตู้เย็นเอียง จะได้ขยับหรือปรับไปวางในที่ที่เหมาะสมได้ทัน

 เรียกช่างดีกว่า

           หากปัจจัยแวดล้อมที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังไม่ใช่ และไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าตู้เย็นไม่เย็นเพราะอะไรกันแน่ คราวนี้คงต้องลงลึกไปถึงกลไกเครื่องยนต์ของตู้เย็นกันแล้วล่ะ หากพบว่ามีความผิดปกติ เช่น คอมเพรสเซอร์ที่อยู่ในกล่องกลม ๆ ด้านล่างของตู้เย็นส่งเสียงดัง พัดลมระบายอากาศด้านหลังตู้เย็นมีเสียงแปลก ๆ หรือการทำงานของตู้เย็นดังผิดปกติ ให้รีบเรียกช่างมาดูอาการ เพราะอาจมีชิ้นส่วนใดในตู้เย็นชำรุด จนตู้เย็นไม่สามารถทำความเย็นได้เป็นปกตินั่นเอง ส่วนค่าซ่อมตู้เย็นไม่เย็นก็ขึ้นอยู่กับว่าอะไหล่ชิ้นไหนชำรุด ทางที่ดีลองสอบถามจากช่างก่อนตัดสินใจใช้บริการดีกว่านะคะ

           ถ้าตู้เย็นของคุณมีปัญหา ก็ลองสำรวจความเสียหายตามที่กล่าวมาทั้งหมดดูก่อน หากพบว่ามีอาการตรงกับข้อไหน จะได้รีบจัดการแก้ปัญหาให้ตู้เย็นกลับมาทำความเย็นได้เหมือนเดิม แต่ถ้าแก้ไม่ได้จริง ๆ สงสัยคงต้องใช้ข้อสุดท้าย พึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเลยดีกว่า


http://home.kapook.com/view63001.html


วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิธีแก้ปัญหาน้ำรั่วบนเพดาน ป้องกันเชื้อราช่วงหน้าฝน


           หน้าฝนทุกปีต้องมีผวาและต้องคอย ลุ้นว่าน้ำฝนจะรั่วมาจากตรงไหนบ้าง เอาเป็นว่าถ้าอยากนอนสบาย ๆ เรามาลงมือซ่อมเพดานกันเถอะ ก่อนที่น้ำจะท่วมทั้งในและนอกบ้าน

           ใครล่ะจะไม่ชอบอยู่บ้านอากาศเย็น ๆ สบาย ๆ ตอนฝนตก แต่เจ้าน้ำที่หยดติ๋ง ๆ ลงมาจากรูรั่วบนเพดานนี่สิ ที่ทำให้หลายคนอารมณ์เสียจนแทบไม่อยากให้ถึงหน้าฝนเลยจริง ๆ เพราะนอกจากจะต้องวิ่งวุ่นหากระบะมารองน้ำ ไหนจะต้องเอาผ้ามาเช็ดแอ่งน้ำย่อม ๆ กลางบ้านแล้วเนี่ย ก็ต้องมาลุ้นต่ออีกว่าจะเกิดจุดด่างดำของเชื้อราบนฝ้าเพดานหรือเปล่า หากไม่อยากให้ปัญหาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก รีบลงมือซ่อมรอยรั่วเหล่านั้นกันเถอะพวกเรา ! 

1. รีบย้ายสิ่งของโดยพลัน

          เคลื่อนย้ายสิ่งของออกจากบริเวณที่มีน้ำหยด เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหาย หากเป็นของหนักไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย เช่น โซฟา ตู้เก็บของ หรือชั้นวางของ ให้คลุมทับด้วยพลาสติกผืนใหญ่เอาไว้ ก่อนที่ความชื้นจะพาเชื้อราเข้ามา และทำให้เฟอร์นิเจอร์สวย ๆ ของคุณผุพัง

2. ออกสำรวจรูเจ้าปัญหา

          หลังจากนั้นก็มองหารอยรั่ว โดยสังเกตจากจุดแสงเล็ก ๆ บนพื้นตอนแดดออก ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณรู้ตำแหน่งที่ชัดเจนมากกว่าดูจากตำแหน่งน้ำหยด เพราะจุดที่น้ำฝนหยดลงมา อาจเป็นน้ำที่แทรกซึมมาตามรอยแตกบนผนังก็ได้

3. เช็ครอยรั่วภายใน

          ที่จำเป็นจะต้องควรตรวจสอบรอยรั่วในบ้านซ้ำอีกครั้ง ก็เพื่อเช็คให้มั่นใจว่ารอยน้ำเหล่าไม่ได้เกิดจากการอาบน้ำ ล้างมือ หรือทำธุระส่วนตัวอื่น ๆ รวมไปถึงรอยรั่วบนท่อประปาภายในบ้าน และจะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุดยังไงล่ะ 

4. โทรเรียกช่าง

          หากเจอปัญหาหลังการตรวจสอบ ควรจะโทรศัพท์เรียกช่างสักนิด ให้เข้ามาแก้ไขและอธิบายว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งบางครั้งก็อาจจำเป็นจะต้องถอดหลังคาบางส่วนออก เพื่อหาต้นตอของรอยรั่วด้วย

5. ลงมือซ่อมทันที

          หากตอนนี้รู้แล้วว่ารอยรั่วอยู่ตรงไหน ควรจะลงมือซ่อมแซมทันที อย่าปล่อยปัญหาไว้นานไม่อย่างนั้นรอยรั่วเล็ก ๆ อาจเกิดปัญหาใหญ่ เช่น กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เชื้อรา หรือเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่ชอบอาศัยอยู่ตามมุมชื้นแฉะ

6. เปลี่ยนรางน้ำ

          แต่หากเป็นเพราะรางน้ำตะเข้ผุกร่อน ควรเปลี่ยนรางน้ำใหม่ที่มีปีกกว้างและลึกมากกว่าเดิมก็ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำ ถ้าเกิดจากแผ่นกระเบื้องให้อุดรอยรั่วเหล่านั้นด้วยวัสดุยาแนวที่มีความ ยืดหยุ่นสูง หรือกาวซีเมนต์ แต่ถ้าหากร้อยร้าวค่อนข้างมากควรเปลี่ยนแผ่นใหม่ทันที สำหรับในส่วนของอุปกรณ์ยึดหลังคา อย่างเช่น ตะปู ตะขอ หรือแหวนยางสามารถแก้ปัญหาได้ โดยการนำซิลิโคนอุดรอยรั่วเอาไว้ แต่หากน้ำฝนรั่วบริเวณปูนปั้นให้ปิดรอยแตกด้วยแผ่นปิดรอยต่อที่มีส่วนผสมของ ยางมะตอยเสริมใยเหล็ก และกาวปิด คราวนี้ปัญหาที่เคยกวนใจก็หายไปแล้วล่ะ

           เรื่องเพดานรั่วคงเป็นปัญหากวนใจใครหลายคนมานาน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพราะแทนที่จะได้นอนพักผ่อนอย่างสบายใจ กลับต้องคอยระวังเรื่องน้ำรั่ว ดีไม่ดีอาจจะทำให้บ้านและของใช้เสียหายอีกด้วย รู้แบบนี้รีบลงมือซ่อมแซมตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า เพราะไม่เพียงแต่จะนอนหลับโดยไม่ต้องกังวลแล้ว ยังไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องนำไปใช้ซ่อมแซมบ้านอีกด้วยนะคะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก ehow.com
http://home.kapook.com/view123173.html

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สุดยอดโปรเจคท์ ตึกสูงปกคลุมด้วยต้นไม้ ธรรมชาติกลางสิ่งก่อสร้างที่ลงตัว



          สถาปนิกอิตาลี ผุดโปรเจคท์ตึกสูงระฟ้าปกคลุมด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่ม ผสานโครงสร้างอาคารเข้ากับธรรมชาติ

           หลังจากเคยสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติ จนกลายเป็นตึกสูงระฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยความเขียวชอุ่มกันมาแล้วในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ล่าสุด สเตฟาโน โบเอรี (Stefano Boeri) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ก็ได้ผุดโปรเจคท์ใหม่ด้วยการออกแบบอพาร์ทเม้นท์สูง 117 เมตร ที่จะถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวแห่งพรรณไม้ขึ้นอีกครั้ง ในเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


             โดยเว็บไซต์ Bored Panda ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมโครงสร้างสีเขียวชิ้นที่ 2 ของ สเตฟาโน โบเอรี เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เปิดเผยว่า อพาร์ทเม้นท์สีเขียวความสูง 36 ชั้นนี้ ถูกตั้งชื่อว่า "La Tour des Cedres" หรือ เดอะ ทาวเวอร์ ออฟ เชดดาร์ (The Tower of Cedars) สถานที่ซึ่งจะกลายมาเป็นที่อยู่ของต้นไม้กว่า 100 ต้น พุ่มไม้กว่า 6,000 พุ่ม และอีกกว่า 18,000 พืชพรรณจากธรรมชาติที่จะแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่สีเขียว 3,000 ตารางเมตร เพื่อปกป้องพื้นที่อาศัยในอาคารจากกระแสลมแรง ฝุ่นควัน ตลอดจนมลพิษทางเสียงต่าง ๆ พร้อมกันนั้นอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ยังจะกลายมาเป็นทิวทัศน์ใหม่ที่มอบความสบายตาแก่เมืองอีกด้วย


                  สำหรับห้องต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ จะมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 2-5 ห้องนอน ตลอดจนมีบริการสำนักงาน ยิม และร้านอาหารที่สามารถชมวิวสวย ๆ ของเมืองได้บริเวณบนสุดของอาคารด้วย ทั้งนี้รายงานจากเว็บไซต์ skyscrapercenter.com ระบุว่าอาคารแห่งนี้มีแผนจะเริ่มการก่อสร้างในปี 2560


ภาพจาก boredpanda.com

http://home.kapook.com/view134704.html

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รายการของ 10 อย่าง ที่ควรต้องโละออกจากบ้านได้แล้ว



          เชื่อว่าหลายคนคงประสบปัญหาไม่มีพื้นที่จะเดินในบ้าน เพราะข้าวของมากมายที่เพิ่มมาเรื่อย ๆ ทั้งที่ของเก่าก็ยังอยู่ ครั้นจะจัดระเบียบบ้านก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน จะโละของเก่าก็เสียดาย แต่เพราะความเสียดายนี่แหละค่ะที่ทำให้บ้านของเรารกรุงรังแบบแก้ไม่หายสักที และวันนี้เรามีลิสต์รายการของ 10 อย่าง ที่ควรต้องโละออกจากบ้านได้แล้ว ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น มาเช็คกันเลย
 

1. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า

             เรียกว่าเป็นปัญหาสำหรับทุกบ้านเลยสำหรับ เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ทั้งตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ที่ใช้งานไม่ได้แล้ว แต่เราก็ยังเก็บไว้เพราะมัวแต่คิดว่าซื้อมาตั้งหลายตังค์ถ้าจะเอาไปขายก็คง ได้ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งล่ะก็ หากเรายังมัวเก็บไว้แบบนี้ พอตัดสินใจจะเอามาขายอีกที เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจขึ้นสนิมจนร้านขายของเก่ายังไม่รับซื้อ หรืออาจจะให้ราคาน้อยกว่าเดิมก็เป็นได้ ดังนั้นรีบเคลียร์ตั้งแต่ตอนนี้ รับรองเลยว่าคุณจะมีพื้นที่ใช้งานอีกบานเบอะ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นเนี่ยกินพื้นที่ห้องเก็บของไม่น้อยเลย

  
2. เอกสารเก่า

             คำว่า "เอกสาร" ทำให้เราคิดว่าทุกอย่างสำคัญไปซะหมด เลยทำให้คุณไม่กล้าทิ้งเพราะกลัวจะมีผลอะไรในอนาคต เช่น เอกสารสำคัญการซื้อขาย, เอกสารเกี่ยวกับการเสียภาษี, ใบรับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง เป็นต้น แต่บางทีคุณอาจลืมไปว่าการเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้เนิ่นนานจนกระดาษเหลืองหรือ ถูกหนูแทะ แบบนี้ก็ถือเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ จะเอาไปยื่นเรื่องทำอะไรก็ไม่ได้ ดังนั้น เอกสารสำคัญจริง ๆ เช่น โฉนดที่ดินควรใส่ซองหรือเคลือบไว้อย่างดี ส่วนเอกสารอื่น ๆ ที่มีวันหมดอายุ เช่น ใบรับประกันต่าง ๆ หรือใบเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว ก็ควรโละทิ้งไปเลย 
  
3. ที่นอนและเตียง

             ของทุกอย่างย่อมมีอายุการใช้งานรวมถึงเตียงและ ที่นอนด้วย ลองสำรวจตัวเองว่าคุณมีอาการปวดหลังหรือปวดคอบ้างหรือเปล่า เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกว่าคุณควรจะยกเครื่องเตียงนอนหรือฟูกได้ แล้ว เนื่องจากการใช้งานเป็นเวลานานอาจทำให้ฟูกหรือเตียงยุบแอ่นลงตรงกลาง ทำให้คุณมีอาการดังกล่าวได้ รวมถึงผ้าห่มและหมอนด้วยเช่นกัน และเมื่อได้เตียงใหม่แล้วก็อย่าลืมโละเตียงเก่าออกไปด้วย เพื่อที่บ้านของคุณจะได้มีพื้นที่มากขึ้นค่ะ


4. สัญญาณเตือนไฟไหม้และถังดับเพลิง

             แน่นอนว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญประจำบ้าน แต่หากทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจเสื่อมสภาพได้เช่นกัน ซึ่งหากไม่มีการใช้งานก็สามารถเก็บไว้ได้ถึง 10 ปี แต่หากเกินกว่านั้นคุณจำเป็นต้องพิจารณายกเครื่องใหม่ ส่วนสัญญาณจับควันหรือจับความร้อน หมั่นดูว่ามีฝุ่นเกาะหรือมีหยากไย่หรือเปล่า ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน แต่ถ้าหากไม่สามารถใช้งานได้ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่เช่นกันค่ะ

  
5. ยาและวิตามิน

             จริงอยู่ที่ทุกบ้านควรมีตู้ยาสามัญประจำบ้านไว้ในกรณีเจ็บป่วยแบบฉุกเฉิน แต่ลองเช็คดูสักนิดนะคะว่ายาในตู้ยาของคุณหมดอายุแล้วหรือยัง ทั้งยาแก้ปวด ยาล้างแผล และหากพบว่ายาหมดอายุก็ควรทิ้งทันที นอกจากนี้วิตามินต่าง ๆ ที่แช่ไว้ในตู้เย็นด้วย ก่อนกินทุกครั้งควรเช็ควันหมดอายุด้วยนะคะ

  
6. เครื่องสำอางและน้ำยาทาเล็บ 

             เรียกว่าเป็นของประจำตัวของสาว ๆ เลย สำหรับเครื่องสำอาง ทั้งลิปสติก แป้งพัฟ อายไลเนอร์ หรืออายแชโดว์ ที่มีกันเป็นคอลเลคชั่น และดูเหมือนว่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ของเก่าก็ยังใช้ไม่หมดสักแท่ง หรือบางอย่างใช้หมดแล้วแต่ก็ยังเก็บตลับไว้เนื่องจากแพ็กเกจดูดีจนเต็มโต๊ะ เครื่องแป้งไปหมด ดังนั้น อย่าเสียดายที่จะทิ้งของเหล่านี้หรือไม่ก็ควรใช้ให้หมดเป็นแท่ง ๆ ไป นอกจากจะไม่รกแล้วยังช่วยเซฟเงินได้อีกเยอะเลย อ้อ...น้ำยาทาเล็บก็เช่นกันถ้าอันไหนที่แห้งกรังแบบใช้งานไม่ได้แล้วก็ควร โละทิ้งด้วยนะคะ 


7. ไม้แขวนเสื้อเก่า

             เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยหงุดหงิดกับไม้แขวนเสื้อที่ขึ้นสนิม แต่ไม่ทันมองแล้วดันเอามาแขวนเสื้อขาว ผลก็ก็คือเสื้อสีขาวของเรากลับเปื้อนสนิมซะงั้น<-อย่างนั้น ดังนั้น ควรโละทิ้งไม้แขวนเสื้อเหล่านี้ได้แล้วนะคะ จะได้ไม่ต้องหงุดหงิด จะหยิบไม้แขวนอันไหนก็ไม่ต้องระวังว่าเสื้อจะเปื้อนสนิมด้วย 


8. หนังสือและซีดีเก่า

             สำหรับคนที่รักหนังสือแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นมันถูกชั่งกิโลขายในราคาถูกต่อหน้าต่อตา ก็แหมเล่มละไม่ใช่ถูก ๆ นี่เนอะ แถมบางเล่มกว่าจะได้มาก็ต้องไปแย่งชิงกับคนอื่นด้วย ดังนั้น ควรเลือกเก็บหนังสือที่คุณชอบไว้จริง ๆ ส่วนเล่มอื่น ๆ นั้น การบริจาคให้กับมูลนิธิต่าง ๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีค่ะ ส่วนซีดีเก่าที่ไม่ได้หยิบมาดูเป็นเวลานานก็ควรเช็คสักหน่อยว่ามันยังใช้ได้ หรือไม่ เพราะบางทีที่คุณเก็บ ๆ ไว้น่ะ มันอาจจะกลายเป็นขยะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


9. ของที่ชำรุดหรือแตกหัก

             ถือว่าทำใจลำบากไม่น้อยหากจะต้องทิ้งแก้วกาแฟใบโปรด จานสีสันสวยงามแต่มีรอยร้าว หรือกาน้ำชาราคาแพง รวมทั้งสิ่งของอื่น ๆ ที่คุณใช้ประจำ แต่อย่าลืมว่าการเก็บสิ่งของเหล่านี้ไว้ ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อยู่ดี แถมยังเป็นขยะสะสมในบ้านอีกด้วย หรือหากคุณยังเสี่ยงใช้แก้วบิ่นอยู่ละก็ อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ดังนั้นตัดอกตัดใจโละทิ้งดีกว่านะคะ


10. เฟอร์นิเจอร์เก่า

             เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นนับว่ามีราคาไม่ใช่ถูก ๆ หากว่ามันชำรุดเล็กน้อยก็ยังพอจะซ่อมเพื่อที่จะใช้ต่อไปได้ หรือบางชิ้นที่ยังมีสภาพดีแต่ถ้าเอาไปซ่อมอาจมีราคาที่ดูแล้วไม่คุ้ม สู้ซื้อชิ้นใหม่ไปเลยดีกว่า ดังนั้นลองนำไปบริจาคตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ความสามารถซ่อมแล้วใช้งานต่อไปได้ก็ถือว่าสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นด้วย แต่ถ้าหากมันผุพังจนเกินเยียวยาแล้วละก็ อย่าไปเสียดายเลยค่ะ คิดซะว่ามันคือขยะชิ้นหนึ่ง และบ้านของคุณก็จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย

  
             ลองสำรวจกันนะคะว่าที่บ้านของคุณมีสิ่งของใดที่ไม่ใช้บ้างหรือเปล่า และอย่าลังเลที่จะเก็บไว้เพราะความเสียดาย เพราะนอกจากบ้านจะรกไม่น่าอยู่แล้ว ยังเป็นแหล่งของเชื้อโรคและสัตว์ร้ายด้วยนะ
 

เครดิตภาพ  http://www.thaihealth.or.th/Content/27704-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%20%E2%80%98%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E2%80%99.html

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

สุดยอดงานวิศวกรรม อุโมงค์รถยนต์ลอดใต้ทะเลระหว่างสวีเดน-เดนมาร์ก



        มนุษย์เรานั้นมีความสามารถแทบจะไร้เทียมทาน แม้แต่ทะเลกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์ก็สามารถหาวิธีข้ามฟากอย่างง่ายดาย และหากจะเอ่ยถึงทางข้ามทะเลที่น่าทึ่งที่สุดในโลก คงหนีไม่พ้นอุโมงค์ลอดทะเลแห่งสะพานเออเรซุนด์ แห่งทวีปยุโรปแน่นอน


         สะพานเออเรซุนด์ เป็นสะพานข้ามช่องแคบเออเรซุนด์ ที่เชื่อมต่อจากประเทศสวีเดนไปยังประเทศเดนมาร์กและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ประกอบด้วยทางยกระดับ สะพานขึง และอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ขนาด 4 ช่องจราจร และทางรถไฟคู่ขนานไปกับถนนคอนกรีต ตัวสะพานมีระยะทางราว 8 กิโลเมตร ส่วนถนนในอุโมงค์มีระยะทางราว 4 กิโลเมตร


         ได้ชื่อว่าเป็นทางยกระดับก็ต้องมีการเก็บค่าผ่านทางเป็นธรรมดา หากคุณต้องการจะข้ามสะพานนี้แล้วละก็ต้องเสียเงินค่าผ่านทางราว 1,800 บาท


         ถ้าเรามองดูสะพานนี้จากมุมมองทางอากาศ จะเห็นได้ว่าตัวสะพานจู่ ๆ ก็มุดหายไปในน้ำทะเล แต่ที่จริงแล้วคือ สะพานจากฝั่งสวีเดนนั้นค่อย ๆ ลดระดับลงจนกลายเป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเลต่างหาก


         เนื่องจากถนนฟากเดนมาร์กนั้นอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานโคเปนเฮเกนมาก และบรรดาวิศวกรวิตกว่า หากสร้างทางเชื่อมเป็นสะพานทั้งหมด อาจเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องบินที่อาจพลาดมาชนสะพานเมื่อกำลังลดระดับเพดาน บินเพื่อลงจอดก็เป็นได้ วิศวกรจึงออกแบบให้มีสะพานและอุโมงค์อย่างละครึ่งนั่นเอง



         ว่าแล้วก็ลองมาชมภาพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอันน่าทึ่งนี้กันดีกว่า ขอบอกว่า สวยงามและไม่ธรรมดาจริง ๆ




ภาพจาก boredpanda.com

http://hilight.kapook.com/view/126411